โชห่วยโอดค้านขึ้นภาษีบุหรี่พรวด 40%


นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ขึ้นภาษียาสูบและยาเส้นเป็นระยะ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ทำให้ภาษีบุหรี่ 2 ชั้นราคาถูกที่สุดปรับราคาขึ้นกว่า 50% จนเกิดปัญหาบุหรี่เถื่อนทะลักอย่างหนัก และเมื่อเดือนพฤษภาคมก็ได้มีการขึ้นภาษียาเส้นอีกครั้ง ร้านค้าจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ผลสำรวจของนิด้าโพลชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์โดยทั่วไปค่อนข้างแย่ จากการสำรวจความเห็นของร้านค้าโชห่วยที่ขายยาสูบใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ อุบลราชธานี อุดรธานี เชียงใหม่ เชียงราย นครศรีธรรมราช และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 1,029 ร้าน เมื่อเดือนกันยายน 2562 พบว่า ร้านค้า 95% คาดว่าจะถูกกระทบหากขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2563 โดยแบ่งเป็น 57% มองว่าผลกระทบหลักมาจากรายได้ที่จะลดลงจากการขายบุหรี่ ซึ่ง 29% มองว่าผลกระทบหลักจะเป็นเรื่องของเงินทุนที่อาจมีปัญหาเพราะต้นทุนบุหรี่แพง และ 9% มองว่าผลกระทบหลักจะมาจากการที่ขายสินค้าอื่นลดลงตาม

 

ร้านค้าเกือบทั้งหมดต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วย กับการขึ้นภาษีบุหรี่รอบหน้าจาก 20% เป็น 40% ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพราะจะทำให้รายได้จากการขายลดลงและประสบปัญหาเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอเนื่องจากต้นทุนบุหรี่สูงขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าโชห่วยค้าขายยากลำบากขึ้นไปอีก

 

นางวราภรณ์ กล่าวว่า สมาคมฯ ในฐานะตัวแทนของร้านค้าปลีกที่ขายยาสูบ จะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นนี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รวมถึงกรมสรรพสามิต ให้ทราบถึงปัญหาและพิจารณาชะลอการขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไปก่อน หวังสะท้อนสถานการณ์ปากท้องและปรับแนวนโยบาย เพื่อลดผลกระทบหรือบรรเทาปัญหาให้แก่ร้านค้าเหล่านี้

ขณะที่ด้านตัวแทนร้านโชห่วย กล่าวว่า ยาสูบหรือยาเส้นขึ้นราคาผู้สูบบุหรี่ก็ยังไม่เลิกสูบอยู่ดี ถ้ารัฐบาลจะขึ้นภาษีโดยส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด อยากเสนอแนะให้ปรับการขึ้นภาษีแบบเป็นขั้นเป็นตอน ค่อย ๆ ปรับขึ้นเป็นช่วง ๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ซึ่งทางร้านค้าเองก็เข้าใจว่าราคาสินค้าต้องมีการปรับขึ้นโดยเฉพาะสินค้าจำประเภทบุหรี่หรือยาเส้น เพราะรัฐบาลต้องการให้คนบริโภคน้อยลง แต่หากรัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งละมาก ๆ ทุกครั้งอาจส่งผลให้ของเถื่อนทะลักอย่างที่เห็นในปัจจุบัน