Café Amazon × เด็กสมบูรณ์ กาแฟผสมซีอิ๊ว ทำไมเมนูที่ฟังดูแปลกถึงขายดี
เมื่อกาแฟเจอกับซีอิ๊วดำในแก้วเดียวกัน ฟังดูเหมือนสูตรที่ไม่มีใครกล้าลอง แต่ Café Amazon จับมือกับ “เด็กสมบูรณ์” แบรนด์ซีอิ๊วเก่าแก่ของไทย เปิดตัวแคมเปญ “Baby Somboon Club” ด้วยสองเมนูสุดแปลก คือเอสเปรสโซเย็นซีอิ๊วคาราเมล และนมสดปั่นซีอิ๊วคาราเมล ราคาแก้วละ 89 บาท ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกระแสพูดถึงล้นโซเชียลมีเดีย และบางสาขาขายเมนูนี้จนหมดภายในเวลาไม่นาน คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรทำให้เมนูที่ฟังดูขัดสามัญสำนึกด้านรสชาติ กลับกลายเป็นที่ต้องการของลูกค้าจนต้องต่อคิว เรื่องนี้อธิบายตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้น นั่นคือความอยากรู้อยากลอง โดยมนุษย์มีสัญชาตญาณที่เรียกว่า Neophilia หรือความรักในสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งอยู่คู่กับความระมัดระวังต่อสิ่งไม่คุ้นเคยไปพร้อมกัน เมื่อเจอเมนูที่ฟังดูขัดแย้งกันอย่างกาแฟกับซีอิ๊ว สมองจะเกิดสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Curiosity Gap หรือช่องว่างความอยากรู้ เป็นความรู้สึกอึดอัดใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีคำถามค้างคาใจว่า “มันจะรสชาติแบบไหนกันแน่” และวิธีเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้คือการลองด้วยตัวเอง ยิ่งการผสมผสานดูขัดแย้งมากเท่าไหร่ แรงดึงดูดให้อยากพิสูจน์ด้วยตัวเองก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ต่างจากเมนูที่คาดเดารสชาติได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง ซึ่งมักไม่กระตุ้นความอยากรู้ในระดับเดียวกัน อีกกลไกสำคัญคือ Social Currency หรือมูลค่าทางสังคมที่เกิดจากการมีเรื่องแปลกใหม่ไปเล่าต่อ ในยุคที่ทุกคนสามารถแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที การได้ลองเมนูที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนกลายเป็น “ทุน” ทางสังคมที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นคนแรก […]
BUSINESS ![]()
Café Amazon × เด็กสมบูรณ์ กาแฟผสมซีอิ๊ว ทำไมเมนูที่ฟังดูแปลกถึงขายดี
เมื่อกาแฟเจอกับซีอิ๊วดำในแก้วเดียวกัน ฟังดูเหมือนสูตรที่ไม่มีใครกล้าลอง แต่ Café Amazon จับมือกับ “เด็กสมบูรณ์” แบรนด์ซีอิ๊วเก่าแก่ของไทย เปิดตัวแคมเปญ “Baby Somboon Club” ด้วยสองเมนูสุดแปลก คือเอสเปรสโซเย็นซีอิ๊วคาราเมล และนมสดปั่นซีอิ๊วคาราเมล ราคาแก้วละ 89 บาท ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกระแสพูดถึงล้นโซเชียลมีเดีย และบางสาขาขายเมนูนี้จนหมดภายในเวลาไม่นาน คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรทำให้เมนูที่ฟังดูขัดสามัญสำนึกด้านรสชาติ กลับกลายเป็นที่ต้องการของลูกค้าจนต้องต่อคิว เรื่องนี้อธิบายตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้น นั่นคือความอยากรู้อยากลอง โดยมนุษย์มีสัญชาตญาณที่เรียกว่า Neophilia หรือความรักในสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งอยู่คู่กับความระมัดระวังต่อสิ่งไม่คุ้นเคยไปพร้อมกัน เมื่อเจอเมนูที่ฟังดูขัดแย้งกันอย่างกาแฟกับซีอิ๊ว สมองจะเกิดสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Curiosity Gap หรือช่องว่างความอยากรู้ เป็นความรู้สึกอึดอัดใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีคำถามค้างคาใจว่า “มันจะรสชาติแบบไหนกันแน่” และวิธีเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้คือการลองด้วยตัวเอง ยิ่งการผสมผสานดูขัดแย้งมากเท่าไหร่ แรงดึงดูดให้อยากพิสูจน์ด้วยตัวเองก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ต่างจากเมนูที่คาดเดารสชาติได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง ซึ่งมักไม่กระตุ้นความอยากรู้ในระดับเดียวกัน อีกกลไกสำคัญคือ Social Currency หรือมูลค่าทางสังคมที่เกิดจากการมีเรื่องแปลกใหม่ไปเล่าต่อ ในยุคที่ทุกคนสามารถแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที การได้ลองเมนูที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนกลายเป็น “ทุน” ทางสังคมที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นคนแรก […]
ถอดบทเรียน Soft Power ของ LISA เมื่อคำว่า “SaWaDiKa” กลายเป็นชื่อเพลงระดับโลก
ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ปล่อยซิงเกิลใหม่ “SaWaDiKa” พร้อมมิวสิกวิดีโออย่างเป็นทางการ ภายใต้สังกัด LLOUD Co. และ RCA Records เป็นซิงเกิลแรกจาก EP ชุดใหม่ “PRESS PLAY” ที่เตรียมวางจำหน่ายวันที่ 23 ตุลาคมนี้ สิ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้าน Soft Power ที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ความสามารถทางดนตรีของศิลปิน แต่คือวิธีที่ความเป็นไทยถูกนำไปเสนอต่อสายตาคนทั่วโลกอย่างมีชั้นเชิง จุดแข็งแรกที่เห็นได้ชัดคือการตั้งชื่อเพลง “SaWaDiKa” ซึ่งมาจากคำทักทายสุภาพของคนไทยอย่าง “สวัสดีค่ะ” แต่ไม่ได้ถอดเสียงตามหลักราชบัณฑิตยสภาแบบตรงไปตรงมา การเลือกสะกดในแบบที่อ่านง่ายและจดจำได้สำหรับผู้ฟังนานาชาติ ทำให้คำไทยที่คนทั้งโลกไม่คุ้นเคย กลายเป็นคำติดหูที่แฟนเพลงทั่วโลกพร้อมออกเสียงตามได้ทันที นี่คือหลักการตลาดที่สำคัญมาก คือการทำให้สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นสามารถเข้าถึง และเข้าใจได้ง่ายในระดับสากล โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนดั้งเดิมไป เช่นเดียวกับมิวสิกวิดีโอถ่ายทำที่กรุงเทพมหานคร บ้านเกิดของลิซ่าเอง กำกับโดย Bang Jae Yeob ผู้กำกับชาวเกาหลีที่มีผลงานกำกับ MV ศิลปิน K-pop มาอย่างโชกโชน การผสมผสานนี้น่าสนใจตรงที่ใช้มาตรฐานการผลิตระดับอุตสาหกรรม K-pop ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จไปทั่วโลก มาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทยผ่านสายตาคนนอกที่เข้าใจภาษาสากลของวงการเพลงป๊อป […]
จีนพึ่งตัวเองมากขึ้น สินค้าไทยอะไรบ้างที่มีโอกาสอยู่รอดในตลาดแดนมังกร
จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ซื้อรายใหญ่” สู่การพึ่งพาตนเองในภาคเกษตรอย่างเต็มตัว แม้จะฉุดการนำเข้าข้าว และน้ำตาลให้หดตัวลงอย่างน่ากังวล แต่ในวิกฤตนี้ยังเป็นโอกาสทองของสินค้าไทยกลุ่ม “ผลไม้พรีเมียมและเนื้อสัตว์แปรรูป” ที่พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ การนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารของจีนในทศวรรษหน้า (ปี 2569–2578) กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการที่จีนมุ่งเน้นสร้างความมั่นคงทางอาหารและพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดย นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน China Agricultural Outlook ซึ่งระบุว่า จีนสามารถยกระดับกำลังการผลิตในประเทศจนสร้างสถิติใหม่ ทั้งผลผลิตธัญพืชรวมที่สูงถึง 715 ล้านตัน และผลผลิตเนื้อสัตว์รวมที่ทะลุ 100 ล้านตัน ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเกษตรหลักลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้าวโพดที่ลดลงถึงร้อยละ 80.6 และข้าวสาลีที่ลดลงร้อยละ 64.4 ขณะเดียวกัน จีนยังขยายศักยภาพการส่งออกในกลุ่มผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับภาคเกษตรกรรมภายในประเทศอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวยังคงเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้ที่มีอัตราการนำเข้าของจีนเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6.1 ต่อปี และมีแนวโน้มขาดดุลการค้าผลไม้ในระยะยาว เนื่องจากปริมาณการบริโภคในประเทศคาดว่าจะสูงถึง 369 ล้านตันภายในปี 2578 จึงเป็นช่องว่างสำคัญให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมและแปรรูป […]
ไอเดีย Whole Moo World รีดนมตอนเช้า ขายผ่านตู้ เปลี่ยนฟาร์มโคนมให้ขายได้ 24 ชม.
เด็กนักศึกษาเดินผ่านตู้ Vending Machine กลางดึก แล้วหยิบนมสดออกมาดื่มได้ทันที นี่คือภาพที่เกิดขึ้นจริงในชนบทของอังกฤษ จากไอเดียธุรกิจของ “Whole Moo World” ฟาร์มโคนมครอบครัวรุ่นที่ 4 ของตระกูล James ในเมืองบอเดนแฮม เฮริฟอร์ดเชียร์ ที่นำน้ำนมสดจากฟาร์มมาขายตรงผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ แทนที่จะขายส่งให้โรงงานแปรรูปเพียงอย่างเดียวเหมือนฟาร์มทั่วไป ครอบครัว James เลี้ยงวัวนมกว่า 130 ตัว ผลิตน้ำนมได้ราว 4,500 ลิตรต่อวัน โดยแบ่งน้ำนมเพียง 30% มาขายตรงผ่านตู้ Vending Machine ของตัวเองที่ขยายไปแล้วเกือบ 20 จุด กระจายอยู่ในเฮริฟอร์ดเชียร์และมณฑลใกล้เคียงอย่างกลอสเตอร์เชียร์ วูสเตอร์เชียร์ และชรอปเชียร์ ส่วนที่เหลืออีก 70% ยังคงขายส่งให้โรงงานแปรรูปตามปกติ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ชาญฉลาด คือไม่ทิ้งรายได้หลักเดิม แต่เปิดช่องทางใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าควบคู่กันไป น้ำนมที่ขายผ่านตู้เป็นแบบไม่ผ่านการแยกครีม บรรจุในขวดแก้วที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวแล้วนำมาล้างใช้ซ้ำได้ ราคาลิตรละ 1.50 ปอนด์ ส่วนมิลค์เชคหลากรสชาติราคา 2.90 ปอนด์ต่อลิตร จุดที่น่าสนใจวิเคราะห์ผ่านโมเดลธุรกิจ […]
ถอดวิธีคิด ‘Never Enough’ แบรนด์สินค้าสุขภาพที่ตั้งใจให้คนไทยเข้าถึงง่าย
ลองนึกภาพว่ามีคนกำลังเริ่มดูแลสุขภาพ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ “กินผักเพิ่ม” และจานผักสลัดก็กลายเป็นเมนูหลักในทุกมื้อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือ “น้ำสลัด” ที่ราดลงไปนั้น อาจเต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมันสะสมมากกว่าที่คิด นี่คือจุดเริ่มต้นของ Never Enough แบรนด์อาหารสุขภาพสัญชาติไทยที่เกิดขึ้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมคนที่อยากดูแลสุขภาพถึงต้องเข้าถึงของดีได้ยากขนาดนี้?” คุณปวิตร คงพร้อมพงศ์ OPERATION DIRECTOR แบรนด์ Never Enough เล่าถึงที่มาของธุรกิจว่าหลายคนอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังแบรนด์ Never Enough คือโรงงานผลิตสินค้าสุขภาพที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยรับผลิตสินค้าในกลุ่มแม่และเด็ก อาหารผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ในรูปแบบ OEM และ ODM ให้กับคู่ค้ามากกว่า 70 แบรนด์ จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าสุขภาพที่สะสมมาตลอด บวกกับการเรียนรู้มาตรฐานและนวัตกรรมจากคู่ค้าหลากหลายเจ้า คือทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจพอจะลุกขึ้นสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง “เรามีความเชี่ยวชาญตรงนี้และอยากจะทำสินค้าให้คนกลุ่มทั่ว ๆ ไปเข้าถึงสินค้าสุขภาพได้มากขึ้น” นั่นคือปณิธานที่อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งแบรนด์” คุณปวิตร เล่าต่อว่า Never Enough ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแส Health & […]
วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรท่าสุด จ.เชียงราย นำภูมิปัญญาสมุนไพรมาสร้างมูลค่า
วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรท่าสุด ในจังหวัดเชียงราย กำลังเดินหน้าเกมของตัวเองอย่างเงียบๆ แต่มีพลังด้วยการผสานภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีนาโนจากมหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่คนยุคนี้กำลังเผชิญอยู่ ทางวิสาหกิจชุมชนทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่ยกระดับวัตถุดิบธรรมชาติให้มีมาตรฐาน อย. และนวัตกรรมเชิงวิทยาศาสตร์รองรับ โดยสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่คือโมเดลความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มชุมชนเลือกไม่แข่งกับสินค้าราคาถูกในตลาดทั่วไป แต่เลือกเดินเข้าหา “มูลค่า” ด้วยการผสมสองสิ่งที่ดูเหมือนอยู่คนละขั้ว คือ รากเหง้าของภูมิปัญญา กับนวัตกรรมจากห้องแล็บ ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรท่าสุดออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของคนทำงานโดยเฉพาะ สำหรับสินค้าเด่น คือ ‘พิมเสนเกสรทั้งห้า’ ที่สกัดจากดอกไม้มงคล 5 ชนิดตามภูมิปัญญาไทยโบราณ ได้แก่ มะลิ, พิกุล, บุนนาค, สารภี และบัวหลวง เน้นกลิ่นที่หอมสดชื่น ช่วยให้จิตใจโปร่ง ลดความกดดันระหว่างวัน นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่น่าสนใจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘วิมุตติ’ ครีมบำรุงผิวอเนกประสงค์สารสกัดสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยไทย วิสาหกิจชุมชนอย่างกลุ่ม ‘ท่าสุด’ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้ามีวัตถุดิบที่ดี มีภูมิปัญญาที่แท้จริง และกล้าลงทุนในมาตรฐานกับนวัตกรรม สินค้าชุมชนก็สามารถยืนในตลาด […]
ชุมชนหมู่เฮาชาวาวี ชาป่าโบราณจากดอย สู่ Create Drink ที่ดึงดูดคนทุก Gen
ในยุคที่ตลาดชากำลังร้อนแรงแซงหน้ากาแฟ ชุมชนหมู่เฮาชาวาวี ชุมชนเล็ก ๆ ในเชียงรายที่ถือ “ไพ่ใบใหญ่” ไว้ในมืออยู่นานแล้ว ชาป่าต้นโบราณที่ไม่เคยแตะสารเคมีแม้แต่หยดเดียว “ต้นเมี่ยง” คือชื่อที่คนเหนือใช้เรียกชาป่าโบราณสายพันธุ์อัสสัมที่ขึ้นอยู่ตามไหล่ดอยมาแต่ไหนแต่ไร ต่างจากชาปลูกใหม่ทั่วไปตรงที่ต้นไม้เหล่านี้ผ่านเวลามาหลายสิบหลายร้อยปี โดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด สำหรับกลุ่มหมู่เฮาชาวาวี จังหวัดเชียงราย มีวิธีการดูแลสวนชาของชุมชนขั้นตอนเดียวคือตัดหญ้า นอกนั้นปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเอง ผลที่ได้คือชาออร์แกนิคแบบ 100% ที่ไม่ต้องอ้างอะไรมากให้ซับซ้อน เพราะ ธรรมชาติได้พิสูจน์ให้แล้ว จากต้นเมี่ยงต้นเดียว ชุมชนสามารถแปรรูปออกมาได้ถึง 5 รูปแบบพื้นฐาน ได้แก่ ชาขาว, ชาเขียว, ชาแดง, ชาดิบ และชาสุก และยังนำไปผสมผสานกับสมุนไพรหรือกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายให้ตรงกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม จุดขายของชาหมู่เฮาชาวาวีไม่ได้อยู่แค่ที่ความออร์แกนิคเท่านั้น แต่อยู่ที่ คุณประโยชน์ที่จับต้องได้ ชาป่าโบราณสายพันธุ์นี้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหากดื่มเป็นประจำ ลดความเครียด และทำให้รู้สึกสดชื่น ตรงกับเทรนด์ Wellness ที่ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญมากขึ้นทุกปี ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กลุ่มเป้าหมายของชาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใหญ่อีกต่อไป โดยตั้งแต่เริ่มออกบูธในกรุงเทพฯ กลุ่มวัยรุ่นหันมาสนใจชาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ดื่มแต่ยังอยากรู้ที่มา กระบวนการผลิต […]
อพท. ยกทัพสมุนไพรท่าสุด-ชาป่าดอยวาวี บุกงาน Wellness & Healthcare Expo 2026
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ร่วมออกบูธภายในงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 โดยภายในบูธ H5-H6 มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการพบปะกับผู้ประกอบการจากกลุ่มหมู่เฮาชาวาวีที่นำชาป่า (ต้นเมี่ยง) ปลูกออร์แกนิคแบบ 100% มาชงให้กับผู้ที่สนใจได้ชิม และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพร ‘ท่าสุด’ ที่นำมาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ตอบโจทย์คนเมืองปวดหัวไหล่ นอนไม่หลับ และเครียดสะสมจากงาน นอกจากนี้ ยังมีการ Work Shop ทำยาดมสมุนไพร ภายในบูธอีกด้วย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo x SPORTEC Thailand 2026 พร้อมเปิดประตูสู่โลกแห่งนวัตกรรมสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และเวลเนส ที่รวบรวมผู้ประกอบการ แบรนด์ชั้นนำ และเทคโนโลยีจากไทยและต่างประเทศไว้ในงานเดียว […]
เริ่มวันนี้ !! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 อลังการทั้งเวลเนส สุขภาพ ฟิตเนส กีฬา เต็มพื้นที่ เข้างานฟรี 25-27 มิ.ย.69 นี้ ไบเทคบางนา
เปิดตัวยิ่งใหญ่วันแรกกับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 พบสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา Longevity ความงาม เครื่องมือแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ที่พร้อมใจจัดโปรโมชั่นพิเศษช่วงกลางปีเต็มพื้นที่รวมกว่า 300 บูธ เต็มอิ่มกับเสวนาให้ความรู้โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากเมืองไทยและต่างประเทศตลอดทั้งสามวัน เปิดประสบการณ์กับกิจกรรมสร้างสีสันครบรส พร้อมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ งานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ถึง 27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา หวังยกระดับธุรกิจสุขภาพและเวลเนสไทยผงาดในเวทีโลก คาดเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 500 ล้านบาท ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีฐานแข็งแกร่งในเรื่องอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาวะติดอันดับต้นๆ ในระดับโลก รัฐบาลจึงได้กำหนดให้สุขภาวะและการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ ผมมั่นใจว่างาน […]
บทสรุป สหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าไทย ลดเหลือ 19% เริ่ม 1 ส.ค. นี้
ไทยลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เหลือ 19% หลังเจรจาประสบความสำเร็จ สร้างกระตุ้นการแข่งขันการส่งออก และรักษาความเท่าเทียมทางการค้าในภูมิภาค ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารประกาศตารางการเก็บอัตราภาษีต่างตอบแทนของประเทศคู่ค้า โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ โดยประเทศไทยจากเดิมถูกตั้งการจัดเก็บภาษีเดิมไว้ที่ 36% ถูกลดลงมาที่ 19% ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเอา ‘ภาษีการค้า’ เป็นเครื่องมือดึงทั้งกัมพูชา และไทย เข้าสู่โต๊ะเจรจา หากทั้งสองประเทศยังไม่หยุดยิง ก็จะไม่เจรจาภาษี ซึ่งหลังจากลงนามข้อตกลงสันติภาพแล้ว ทรัมป์ได้โทรศัพท์หาผู้นำทั้งสองประเทศ และบอกให้ทีมการค้าเริ่มเจรจาอีกครั้ง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไทย 19% ว่าการประกาศ Tariff rate ที่ 19% สะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย–สหรัฐฯ ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย รมว.คลังย้ำในโพสต์ว่า […]
โดนัลด์ ทรัมป์ บอกประเทศที่ยังตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ไม่ได้ เตรียมตัวโดนภาษี 15% ถึง 50%
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศคู่ค้าที่ยังตกลงไม่ได้ จะโดนภาษีระหว่าง 15% ถึง 50% ทรัมป์ กล่าวในการประชุม AI summit ในวอชิงตัน ดี.ซี ว่าเรามีอัตราภาษีแบบตรงไปตรงมาระหว่าง 15% ถึง 50% และยังอีก 50 ประเทศที่ข้อตกลงยังเข้ากันไม่ได้ด้วยดีสักเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ เคยให้ความเห็นว่าอัตราภาษีศุลกากรจะยังคงลดลงอยู่ประมาณ 10% หรือ 15% ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงทางการค้า และภาษีศุลกากร โดยสหภาพยุโรปเตรียมมาตรการตอบโต้สินค้าของสหรัฐฯ มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้แล้ว ตามรายงานของ The Financial Times ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปมายังสหรัฐฯ ลดเหลือ 15% แทนที่ 30% ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ไว้ว่าจะเริ่มจัดเก็บในวันที่ 1 สิงหาคม สอดคล้องกับ Bloomberg รายงานว่าอัตราภาษี 15% […]
‘ทรัมป์’ ปิดดีลญี่ปุ่นเก็บภาษีสินค้านำเข้า 15% พร้อมลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงครั้งใหญ่กับญี่ปุ่น โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 15% และญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 5.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทรัมป์ โพสต์ข้อความลงบน Truth Social ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงครั้งยิ่งใหญ่เท่าที่เคยมีมา พร้อมเสริมว่าญี่ปุ่นจะลงทุน 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสหรัฐฯ จะได้รับกำไร 90% ไม่เพียงเท่านั้น ญี่ปุ่นจะเปิดประเทศให้มีการค้าขาย ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์และรถบรรทุก ข้าวและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบางประเภท “ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะสร้างงานหลายแสนตำแหน่ง” ทรัมป์ กล่าว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเพิ่มเติมอีกว่าญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กำลังสรุปตกลงเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติเหลว และ “เราจะมีข้อตกลงกับยุโรปในวันพรุ่งนี้” ด้าน Shigeru Ishiba นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาษีรถยนต์ของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือ 15% จากเดิมที่ 25% โดยการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยคิดเป็น 28.3% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2024 หลังจากบรรลุข้อตกลง Ryosei Akazawa หัวหน้าคณะผู้เจรจาของญี่ปุ่น […]
ไทยเสนอไม่เก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 10,000 รายการ แลก ‘ทรัมป์’ ลดภาษีไทยจาก 36%
สู้ศึกการค้า! ไทยยอมหั่นไม่เก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 90% ครอบคลุม 10,000 รายการ เก็บภาษี 0% หวัง ‘ภาษีทรัมป์’ เก็บสินค้าไทยลดจาก 36% รายงานความเคลื่อนไหวการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พบว่าไทยเตรียมเสนอยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 90% จากเดิม 60% เพื่อหวังให้สหรัฐฯ ยอดลดภาษีเก็บสินค้านำเข้าจากไทยที่ประกาศไว้ 36% ก่อนหน้านี้ ให้เหลือ 18-20% ใกล้เคียงกับเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เจรจาได้ข้อสรุปไปเป็นที่เรียบร้อย อ้างอิงจาก ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่าข้อเสนอที่สามของรัฐบาลอาจช่วยขจัดเรื่องภาษีศุลกากรได้ และเปิดให้สินค้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 10,000 รายการ เข้ามาประเทศไทยได้โดยไม่ต้องถูกเก็บภาษี “เราคาดหวังว่าการเจรจาขั้นตอนสุดท้าย ไทยคาดหวังว่าจะถูกลดภาษีจาก 36% เหลือ 18-20%” ดร.ชนินทร์ เพิ่มเติมว่าข้อเสนอนี้จะถูกเสนอระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ในคืนวันที่ 17 ก.ค. โดยอาจช่วยลดดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ลงไป 70% คิดเป็นมูลค่า 45,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา […]
สหรัฐฯ ปิดดีลอินโดฯ เก็บภาษีสินค้า 19% แลกซื้อพลังงาน-เครื่องบินโบอิ้ง
อินโดฯ กลายเป็นประเทศที่สองในภูมิภาคอาเซียนที่ปิดดีลการเก็บภาษีสินค้านำเข้ากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ จาก 32% ลดเหลือ 19% แลกกับการซื้อเชื้อเพลิงพลังงาน – สินค้าเกษตร – เครื่องบินโบอิ้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่าได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซียแล้ว หลังมีการพูดคุยกับ Prabowo Subianto เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่กี่ชั่วโมงหลังได้ข้อตกลง ทรัมป์ โพสต์ข้อความบอกกับผู้สื่อข่าวว่า อินโดนีเซียจะไม่เรียกเก็บภาษีสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียในอัตรา 19% “ข้อตกลงได้สิ้นสุดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ” ทรัมป์ ยังบอกอีกว่าอินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, สินค้าการเกษตร 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, เครื่องบินโบอิ้ง 50 ลำ รุ่น 777 รวมถึงชาวประมงสหรัฐจะสามารถเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียที่มีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เมษายน ทรัมป์ส่งจดหมายถึงประเทศคู่ค้า หนึ่งในนั้นคืออินโดนีเซียที่ถูกเรียกเก็บ 32% โดยจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม […]
NEWS ![]()
เปิดฉากนิทรรศการศิลปะน้ำเต้าเหลียวหนิง “โชคดีมีสุข สถิตทั่วขุนเขาและสายน้ำ” ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน
นิทรรศการศิลปะน้ำเต้าเหลียวหนิง ในธีม “Fortune and Prosperity Across Mountains and Seas” (โชคดีมีสุข สถิตทั่วขุนเขาและสายน้ำ) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (Industrial Museum of China) โดยมีกำหนดจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 23 กันยายนนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์ฯ และสมาคมวรรณศิลป์และศิลปะพื้นบ้านมณฑลเหลียวหนิง พร้อมทั้งได้สมาคมวรรณศิลป์และศิลปะพื้นบ้านเมืองเถี่ยหลิงเข้ามารับหน้าที่ดำเนินการจัดงาน นิทรรศการในครั้งนี้ได้นำบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมมาใช้เป็นฉากหลัง เพื่อสะท้อนความสำเร็จของมณฑลเหลียวหนิงในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ที่เกี่ยวข้องกับน้ำเต้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษาศิลปะ และการสร้างสรรค์หัตถศิลป์ทรงคุณค่า ในวัฒนธรรมจีนนั้น น้ำเต้าถือเป็นสัญลักษณ์มงคลดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความปรารถนาของผู้คน ทั้งในด้านโชคลาภ สุขภาพที่แข็งแรง ความปลอดภัย ร่มเย็นในครอบครัว และความเจริญรุ่งเรือง นิทรรศการในครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานอันประณีตงดงาม 230 ชิ้น ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินลายด้วยความร้อน การแกะสลัก การเขียนสี เครื่องทองสลักลาย (Filigree Inlay) การลงสีซ้อนชั้น และการดุนนูน ผลงานที่นำมาจัดแสดงนั้นหยั่งรากลึกในแก่นแท้ของงานฝีมือโบราณและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทั้งยังเปิดรับสุนทรียศาสตร์และการออกแบบสมัยใหม่ โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นพลังชีวิตอันเด่นชัดของงานหัตถศิลป์พื้นบ้านมณฑลเหลียวหนิง ที่ยึดมั่นในขนบเดิมควบคู่ไปกับการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ […]
Yili เผยผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 โตแกร่ง รายได้-กำไรจากการดำเนินงานหลักพุ่งกระฉูด
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 Yili Group ได้เผยแพร่รายงานฉบับกลาง ประจำปี 2569 ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทฯ ขยายตัวทั้งในแง่ขนาดธุรกิจและคุณภาพการดำเนินงาน โดยมีรายได้รวม 6.449 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 4.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงานหลัก 8.38 พันล้านหยวน เติบโตขึ้น 10% ส่งผลให้ Yili ยังคงรักษาตำแหน่งบริษัทผลิตภัณฑ์นมอันดับ 1 ของเอเชีย ทั้งในด้านรายได้และกำไรจากการดำเนินงานหลักเอาไว้ได้ พร้อมดันอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักเพิ่มขึ้น 66 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 13% นอกจากนี้ ในรอบ 2 ปีจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 Yili ยังมีรายได้เติบโตสวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรม ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 3.75% ในวันเดียวกัน Yili ยังได้ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนและยกเลิกหุ้นในวงเงินสูงสุด 2 พันล้านหยวน พร้อมเดินหน้ารักษาสัดส่วนการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 75% อย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Yili […]
ซานไห่ พลาซ่า จุดหมายริมทะเลโป๋ไห่แห่งเมืองอิ๋งโข่ว ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมกับความงามแห่งธรรมชาติ
ซานไห่ พลาซ่า (Shanhai Plaza) คือสถานที่พักผ่อนริมทะเลโป๋ไห่ ในเขตป้าอวี๋เชวียน เมืองอิ๋งโข่ว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ซึ่งสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับความงดงามของธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ยามพลบค่ำ ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับลาสาดแสงสีทองไปทั่วท้องฟ้า อาบทะเลโป๋ไห่ด้วยประกายแสงระยิบระยับ ท้องฟ้าจากสีส้มสด ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนคลี่คลุมด้วยสีครามของราตรีที่กำลังมาเยือน กลางทะเลมีรูปปั้น “เจ้าหญิงปลาแมคเคอเรลสเปน” ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำและตัดกับเส้นขอบฟ้าที่มืดลง ก่อเกิดเป็นภาพงดงามน่าประทับใจ ในยามกลางวัน ชายหาดแห่งนี้ทอดตัวกว้างไกลอย่างสงบ ทว่าเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า ที่แห่งนี้กลับเผยเสน่ห์อีกด้านผ่านการแปรเปลี่ยนของแสงและเงา เสียงคลื่นแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับแสงสนธยา หลอมรวมเป็นทัศนียภาพอันงดงามหลากหลาย ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้จบตามกาลเวลา เมื่อสายลมยามเย็นพัดแผ่วมา ซานไห่ พลาซ่า ก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบและงดงามของยามพลบค่ำ เบื้องหน้าคือผืนทะเลกว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตา ขณะที่แนวชายฝั่งโอบรับไปกับผืนน้ำอย่างอ่อนโยน เผยให้เห็นความงดงามอันเงียบสงบของธรรมชาติ ทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ของท้องทะเลผสานเข้ากับแสงอ่อนละมุนของยามสนธยาได้อย่างกลมกลืน เติมเต็มเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และบรรยากาศอันผ่อนคลายให้แก่ชายฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลเหลียวหนิง ตั้งแต่แสงแรกแห่งรุ่งอรุณจวบจนราตรีคลี่คลุม ชายฝั่งแห่งนี้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทุกสารทิศ ด้วยการร้อยเรียงความงดงามที่แปรเปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลาอย่างไม่รู้จบ
พลัมจีนเมืองอิ๋งโข่ว ผลผลิตแห่งฤดูร้อน สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของชนบทจีน
ท่ามกลางฤดูร้อนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของผลไม้สุก สวนผลไม้ในเมืองอิ๋งโข่วได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวพลัมจีนอย่างเต็มที่ เผยภาพความคึกคักและความอุดมสมบูรณ์ของชนบท พร้อมสะท้อนเสน่ห์ของฤดูเก็บเกี่ยวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ด้วยแสงแดดที่ส่องถึงอย่างเพียงพอ ประกอบกับสภาพดินที่เอื้อต่อการเพาะปลูก เมืองอิ๋งโข่วจึงเป็นแหล่งผลิตพลัมจีน หนึ่งในผลไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของภูมิภาคแห่งนี้ โดยในช่วงฤดูร้อน สวนผลไม้จะเขียวขจีไปด้วยพุ่มใบ ขณะที่กิ่งก้านห้อยระย้าด้วยลูกพลัมอวบอิ่ม พลัมที่เก็บสดใหม่เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองฉ่ำน้ำใต้เปลือกที่แต่งแต้มด้วยสีชมพู พร้อมส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนลิ้มลอง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของแต่ละภูมิภาคล้วนหล่อหลอมให้เกิดผลผลิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สำหรับเมืองอิ๋งโข่ว เอกลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านพลัมจีนที่มีรสชาติหวานละมุน อันเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศ ดิน และแหล่งน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ความทุ่มเทและความขยันหมั่นเพียรของเกษตรกรยังเป็นส่วนสำคัญในการรังสรรค์ผลไม้สดใหม่หวานฉ่ำ พร้อมถ่ายทอดวิถีชีวิตชนบทในฤดูร้อนของเมืองอิ๋งโข่วได้อย่างงดงามและมีชีวิตชีวา
เมืองอิ๋งโข่วสืบสานมรดกเซรามิกเผาฟืน ชูศิลปะเตาเผาโบราณ รังสรรค์จากดินและไฟ
ในเมืองอิ๋งโข่ว เตาเผาจื่อเซวียนได้รับการยกย่องให้เป็น “สุดยอดเตาเผาเจิ้นแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน” ซึ่งเป็นเตาเผาไม้แบบโบราณที่สืบทอดมาจากจิงเต๋อเจิ้น โดยเตาเผาจื่อเซวียนเคยทำหน้าที่เป็นเตาเผาของรัฐมานานนับพันปี และเป็นเตาเผาหลวงมายาวนานกว่า 4 ศตวรรษ ทั้งนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์หมิง เตาเผานี้ได้กลายเป็นแหล่งผลิตเครื่องลายครามอันประณีต ซิง อิ๋ง (Xing Ying) ผู้เป็นช่างฝีมือ ได้สืบทอดภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมจากเตาเผาเจิ้น โดยได้ทุ่มเทศึกษาและยกระดับศิลปะการทำเซรามิกเผาฟืน ชูจุดเด่นผิวสัมผัสเคลือบขี้เถ้าธรรมชาติ เพื่อส่งต่อเปลวไฟแห่งเตาเผาโบราณมิให้สูญหาย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากเตาเผาดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยโถใส่ใบชาแบบเผาไฟฟืนมีคุณสมบัติช่วยคงความสดใหม่ ป้องกันความชื้นและแมลง พร้อมรักษาอุณหภูมิให้คงที่เพื่อกักเก็บกลิ่นหอมและป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขณะที่ไหปลุกชาซึ่งมีโครงสร้างเนื้อดินรูพรุนระบายอากาศได้ดี จะช่วยกระจายกลิ่นอับจากการเก็บรักษา พร้อมดึงกลิ่นหอมตามธรรมชาติของชาบ่มโบราณให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เมื่อนำมาใช้กับกาน้ำชาและถ้วยชาที่มาจากเตาเผาเดียวกัน จะยิ่งช่วยชูรสชาติของน้ำชาให้มีความหวานนุ่มและกลมกล่อมขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเซรามิกเผาฟืนทุกชิ้นต่างรังสรรค์ขึ้นจากการหล่อหลอมของดินและไฟ ซึ่งเมื่อผ่านการดูแลรักษาและใช้งานอย่างพิถีพิถันเป็นเวลานาน ชิ้นงานจะยิ่งพัฒนาทั้งในแง่ของผิวสัมผัสและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังถือเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาอีกด้วย ภูมิปัญญาเตาเผาเจิ้นที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และรังสรรค์ขึ้นจากการหลอมรวมกันของดินและไฟ ได้ฟื้นฟูจนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน
“พฤกษา” คว้ารางวัล “Best Wellness Developer” ตอกย้ำมาตรฐานใหม่ ผสาน “สุขภาพ” เข้ากับการอยู่อาศัย
พฤกษา โฮลดิ้ง ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายเดียวที่มีโรงพยาบาลในเครือ ต่อยอดความสำเร็จจากแนวคิด “Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต” คว้ารางวัล “Best Wellness Developer” จากเวที Living Insider Awards 2026 อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของพฤกษาในฐานะแบรนด์ Integrated Living & Healthcare Platform ที่สร้างมาตรฐานใหม่และรักษาความต่อเนื่องในการพัฒนาและเชื่อมโยง “สุขภาพ” และ “การอยู่อาศัย” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย คุณอังคณา ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับพฤกษา Well-Living ไม่ใช่เพียงเทรนด์หรือสิ่งที่นำมาเติมให้กับบ้าน แต่คือวิธีคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและประสบการณ์การใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด ‘Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต’ ที่เราอยากดูแลลูกบ้านให้ ‘อยู่ดี’ ในทุกช่วงของชีวิต โดยเชื่อมโยงทั้ง 3 แกนการดูแล Well Home, Well Care […]
HOW TO ![]()
ขายดีจนเจ๊ง มีจริงในโลกธุรกิจ ถอดกลไก Overtrading ที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก
“ขายดีจนเจ๊ง” ฟังดูเหมือนคำพูดขัดแย้งในตัวเอง เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ในโลกการเงินธุรกิจ ปรากฏการณ์นี้มีอยู่จริง และมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Overtrading” เป็นหนึ่งในสาเหตุการล้มละลายที่พบบ่อยที่สุดของธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ยังไม่มีระบบบริหารการเงินที่แข็งแรงพอรองรับการขยายตัว Overtrading คือภาวะที่ธุรกิจขยายการดำเนินงานเร็วเกินกว่าที่เงินทุนหมุนเวียนจะรองรับได้ทัน พูดง่าย ๆ คือธุรกิจรับออเดอร์หรือขยายตัวมากกว่าที่ทรัพยากรทางการเงินของตัวเองจะแบกรับไหว แม้ยอดขายบนหน้ากระดาษจะดูสวยงามขึ้นเรื่อย ๆ แต่กระแสเงินสดจริงในมือกลับไม่เพียงพอ เพราะรายจ่ายที่ต้องจ่ายล่วงหน้ามักมาถึงเร็วกว่าเงินที่จะเก็บกลับมาได้จริง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของปัญหามักเกิดจากช่องว่างของเวลาระหว่างเงินไหลออกกับเงินไหลเข้า เมื่อธุรกิจขยายตัว จำเป็นต้องใช้จ่ายก่อนล่วงหน้าในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสต็อกสินค้าล็อตใหญ่ขึ้น การจ้างพนักงานเพิ่ม การลงทุนในระบบหรืออุปกรณ์ใหม่ และค่าการตลาดเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต ขณะเดียวกันฝั่งรายรับกลับมีความล่าช้าจากหลายปัจจัย เช่น ลูกค้าที่ซื้อแบบเครดิตหรือเก็บเงินปลายทาง สินค้าที่ถูกตีกลับ หรือสต็อกบางรายการที่ขายช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เมื่อเงินสดเริ่มขาดมือ ธุรกิจจำนวนมากเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมเงินมาหมุนเวียนเพิ่มเติม แต่นี่คือจุดที่วงจรอันตรายเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เพราะภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นไปกัดกินกำไรสุทธิให้น้อยลง ทำให้เงินทุนหมุนเวียนยิ่งลดลงไปอีก ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกู้เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาการดำเนินงานให้ต่อเนื่อง วนซ้ำเป็นวงจรลบที่ยากจะหลุดออกมาได้ หากไม่มีการปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างจริงจัง สุดท้ายเมื่อสภาพคล่องหมดลงจริง ธุรกิจก็ไม่สามารถจ่ายหนี้ให้ซัพพลายเออร์ พนักงาน หรือเจ้าหนี้ได้ตามกำหนด แม้ยอดขายในช่วงเวลานั้นอาจยังคงเติบโตอยู่ก็ตาม ธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Overtrading มักมีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ล่วงหน้า เริ่มจากยอดขาย และลูกหนี้การค้าที่เติบโตเร็วผิดปกติ […]
เสียทั้งเพื่อน เสียทั้งเงิน ทำไม? ‘เพื่อนสนิท’ ถึงกลายเป็นหุ้นส่วนที่อันตรายที่สุด
หลายคนเริ่มต้นธุรกิจแรกในชีวิตกับเพื่อนสนิท เพราะเป็นคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด กล้าเล่าไอเดียให้ฟังโดยไม่ต้องกลัวถูกขโมยความคิด แต่สิ่งที่หลายคนไม่ทันคิดคือ ความสนิทสนมที่เคยเป็นจุดแข็งในวันแรก อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำลายทั้งธุรกิจและมิตรภาพในภายหลัง เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่ชัดเจนอยู่สองเรื่องหลัก แนวคิดที่เรียกว่า Psychological Ownership หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของทางจิตใจ อธิบายว่าทำไมเพื่อนที่เคยราบรื่นถึงเริ่มขัดแย้งกันเมื่อธุรกิจเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ในช่วงเริ่มต้นที่ยังเป็นแค่ไอเดีย ทุกคนมักรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีขอบเขตชัดเจน แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น เรื่องหุ้น บทบาท และอำนาจตัดสินใจเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในทุกไอเดียและทุกการตัดสินใจก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึง คือกรณีของ Mark Zuckerberg กับเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ในช่วงแรกความสนิทสนมและวิสัยทัศน์ร่วมกันคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเรื่องสัดส่วนหุ้นและบทบาทความรับผิดชอบเข้ามาเป็นประเด็น ความรู้สึกว่า “นี่คือไอเดียของฉันเหมือนกัน” กลับกลายเป็นชนวนความตึงเครียดที่ทำลายความสัมพันธ์ในที่สุด สิ่งนี้สะท้อนว่ายิ่งเพื่อนสนิทกันมากเท่าไหร่ในช่วงเริ่มต้น ยิ่งมีแนวโน้มที่แต่ละคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ในทุกส่วนของธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น ต่างจากการเริ่มธุรกิจกับคนที่ไม่สนิทกันมาก่อน ซึ่งมักตกลงขอบเขตบทบาทและอำนาจตัดสินใจให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เพราะไม่มีความคุ้นเคยส่วนตัวมาเป็นตัวแปรกวนใจ ปัญหาที่สองซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องแรกอย่างแนบแน่น คือ Trust Issues หรือกับดักความไว้ใจ ฟังดูขัดแย้งในตัวเอง เพราะโดยทั่วไปความไว้ใจควรเป็นเรื่องดีในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่ปัญหาคือเมื่อสองฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว มักมองข้ามการวางระบบตรวจสอบและข้อตกลงที่รัดกุมตั้งแต่ต้น ด้วยความเชื่อว่า “เราสนิทกันขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องทำสัญญาละเอียดขนาดนั้นหรอก” ความไว้ใจแบบไม่มีเงื่อนไขนี้เองที่กลายเป็นช่องโหว่ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มมีปัญหาส่วนตัว เช่น […]
Gaslighting เรื่องที่คนทำงานไม่อยากเจอ แต่หลายคนอาจกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว
ช่วงที่ผ่านมาคำว่า “Gaslighting” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย จากกรณีข้อพิพาททางธุรกิจของคนวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เป็นข่าวดัง ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย และมีข้อเท็จจริงที่ต้องรอการพิสูจน์จากทุกฝ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวข่าวคือคำว่า Gaslighting เองที่หลายคนอาจเคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจความหมายจริงๆ ทั้งที่พฤติกรรมแบบนี้อาจกำลังเกิดขึ้นในที่ทำงานของใครหลายคนอยู่เงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้ตัว Gaslighting คือรูปแบบหนึ่งของการบงการทางจิตวิทยา ที่ผู้กระทำพยายามทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดหรือมีปัญหาอยู่เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ชื่อของพฤติกรรมนี้มาจากภาพยนตร์เรื่อง Gas Light ที่ตัวละครฝ่ายหนึ่งค่อย ๆ หรี่ไฟแก๊สในบ้านลงทีละน้อย แล้วปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเห็น จุดที่ทำให้พฤติกรรมนี้อันตรายกว่าความขัดแย้งทั่วไปคือ มันไม่ใช่การโต้เถียง หรือทะเลาะกันตรง ๆ แต่เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปที่ทำให้เหยื่อสูญเสียความมั่นใจในตัวเองทีละนิด จนบางครั้งกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังถูกกระทำอยู่ก็ผ่านไปเป็นเวลานานแล้ว สำหรับในที่ทำงาน Gaslighting มาในรูปแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่น หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานปฏิเสธสิ่งที่เคยพูด หรือตกลงไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน แล้วยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยพูดแบบนั้น จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มไม่แน่ใจในความทรงจำของตัวเอง เช่นเดียวกับการด้อยค่าความสามารถอย่างต่อเนื่อง การพูดซ้ำ ๆ ว่าผลงานหรือความคิดของอีกฝ่ายไม่ดีพอ ไม่ฉลาดพอ หรือทำงานไม่ได้เรื่อง […]
Bandwagon Effect จิตวิทยาดึกดำบรรพ์ที่เบื้องหลังไม่ใช่แค่ความบังเอิญ
คุณเคยเจอกับเหตุการณ์นี้หรือไม่? ร้านอาหารที่ไม่มีลูกค้าเลยสักคน แต่พอมีคนแรกเดินเข้าไปนั่ง ไม่นานคนที่สองก็ตามเข้ามา แล้วคนที่สาม สี่ ห้า ก็ทยอยตามมาเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักกันเลย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือกลไกทางจิตวิทยาที่ฝังลึกอยู่ในสมองมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Bandwagon Effect หรือพฤติกรรมการทำตามกระแส ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า Social Proof คือการที่มนุษย์มองพฤติกรรมของคนรอบข้างเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอะไรคือ “ทางเลือกที่ถูกต้อง” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราไม่มั่นใจหรือไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจเอง หลักการนี้มาจากพื้นฐานทางวิวัฒนาการของมนุษย์ ในอดีตการอยู่รอดของบรรพบุรุษเราขึ้นอยู่กับการพึ่งพากลุ่ม การทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำมักปลอดภัยกว่าการเสี่ยงตัดสินใจเองในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน สมองของเราจึงพัฒนากลไกที่มองว่าพฤติกรรมของคนหมู่มากคือ “ทางลัด” ที่ช่วยประหยัดพลังงานในการคิด แทนที่จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเอง เราเลือกที่จะเชื่อว่าคนอื่นน่าจะรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ และทำตามพวกเขาไปเลย ที่น่าสนใจกลยุทธ์นี้ไม่ได้เกิดจากแค่การอยากทำตามฝูงชนเฉย ๆ แต่ลึกลงไปคือการที่มนุษย์ต้องการหาที่ยืนของตัวเองในกระแสสังคม เมื่อเราเห็นสินค้าหรือบริการใดกำลังเป็นที่นิยม เราไม่ได้แค่เห็นความนิยม แต่กำลังตีความมันเป็น “การรับรองร่วมกัน” ว่าทางเลือกนี้เข้ากับกระแสสังคมที่กว้างกว่าตัวเรา และในโลกที่เต็มไปด้วยตัวเลือกมากมายจนล้นสมอง การเห็นคนอื่นตัดสินใจแล้วจึงกลายเป็นทางออกที่สะดวกที่สุดสำหรับสมองที่ไม่อยากประมวลผลข้อมูลซับซ้อนตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้ Bandwagon Effect น่าสนใจยิ่งขึ้นคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Information Cascade หรือปรากฏการณ์ห่วงโซ่ข้อมูล ซึ่งอธิบายว่าทำไมการตัดสินใจของคนกลุ่มใหญ่บางครั้งอาจตั้งอยู่บนข้อมูลที่น้อยมากอย่างน่าตกใจ […]
VDO ![]()
เจาะกลยุทธ์ ‘ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว’จากตำนาน 32 ปี สู่ก้าวใหญ่ เปิดสาขาในฟิลิปปินส์
หากพูดถึงสตรีทฟู้ดระดับตำนานที่เคียงข้างมื้อหิวของคนไทยมานานหลายทศวรรษ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” ย่อมเป็นชื่อแรกๆ ในใจใครหลายคน แต่วันนี้สตรีทฟู้ดรถเข็นสีเหลืองแดงพร้อมขยับขยายอาณาจักรครั้งใหญ่ จากแลนด์มาร์กริมทางสู่การเดินหน้าปักธงบุกตลาด “ฟิลิปปินส์” ส่งต่อรสชาติแบบไทย ๆ ให้ชาวอาเซียนได้สัมผัส คุณสิทธิชัย ทิตอร่าม General Manager – Commercial Business Group บริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด พูคุยถึงเส้นทางการขยายสาขาไปต่างประเทศของ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” หลังอยู่ในตลาดไทยมานาน 32 ปี และเริ่มมองหาโอกาสในตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นของการเปิดตลาดในฟิลิปปินส์ คุณสิทธิชัย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการขยายไปต่างประเทศมาจาก Cabalen Group เจ้าของร้านอาหารในฟิลิปปินส์เดินทางมาเมืองไทยแล้วได้ลองกินบะหมี่ชายสี่จนติดใจ จึงติดต่อขอเป็น Master Franchise นำไปเปิดขายที่ฟิลิปปินส์ โดยเริ่มต้นด้วยการคัดลอกรูปแบบรถเข็นของชายสี่ไปสร้างเองที่นั่น แต่ปรากฏว่า “บะหมี่ไม่มี” เพราะบะหมี่ของฟิลิปปินส์ไม่เหมือนกับของไทย โดยสิ่งที่ Cabalen นำไปมีเพียงรถเข็นกับสูตร แต่ไม่ได้นำวัตถุดิบไปด้วย ขณะที่บะหมี่ของชายสี่มีอายุสินค้าเพียง 4 วันเท่านั้น โมเดลแรกจึงไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้น […]
Tops daily แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ คืนทุนไว กำไรดี ใครก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้
ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายและเข้าถึงสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ร้านสะดวกซื้อจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่ได้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดนี้จึงเปิดโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ มั่นคง ผ่านโมเดลธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการรองรับอย่างรอบด้าน Tops daily (ท็อปส์ เดลี่) เป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านสะดวกซื้อชั้นนำในเครือเซ็นทรัล รีเทล (CRC) ที่ผ่านการปรับโฉมครั้งใหญ่เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองอย่างครบครัน ชูจุดเด่นด้วยสินค้าหลากหลาย พร้อมโปรโมชัน และดีลเด็ดสำหรับสมาชิก สะสมคะแนนแลกรับของพรีเมียม ส่วนลดพิเศษแบบจัดเต็ม โมเดลการลงทุนของ Tops daily ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วม มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ FC1 เปิดร้านใหม่ (New Store) สำหรับผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออาคาร เงินลงทุน 4-6 ล้านบาท (รวมค่าก่อสร้าง) การันตีรายได้ 150,000 บาท/เดือน ในช่วง 2 ปีแรก ออกแบบร้านใหม่ในพื้นที่ของคุณ สร้างรายได้มั่นคง ขยายธุรกิจ พร้อมโอกาสเติบโตไปด้วยกัน FC2 บริหารร้านเดิม (Existing Store) […]
“ร่ำรวยเย็นตาโฟ x ข้าวมันส์” รวม 2 แบรนด์ในร้านเดียว ขายในทำเลทองร่วม Partner ชั้นนำ
หากพูดถึงเมนูอาหารที่ “ทานง่าย ตอบโจทย์คนทุกวัย” และกินได้ไม่มีเบื่อ “ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ” และ “ข้าวมันไก่” คือเมนูติดอันดับต้นๆ ของไทยเสมอ! “ร่ำรวยเย็นตาโฟ” จึงต่อยอดความสำเร็จด้วยโมเดลธุรกิจ Synergy รวม 2 แบรนด์ความอร่อยไว้ใน Kiosk เดียวกัน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายครอบคลุมทั้งมื้อเช้า เที่ยง และเย็น ความน่าลงทุนของ “ร่ำรวยเย็นตาโฟ x ข้าวมันส์” ความกังวลเรื่องวิกฤตทำเลจะหมดไป เพราะแบรนด์ผนึกกำลังร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำที่ผู้บริโภครู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ 7-Eleven, CJ MORE, Lotus’s, PTT, Caltex, PT และ Bangchak โดยร้านมีขนาดที่ลงตัวใช้พื้นที่น้อย เหมาะกับสถานีบริการน้ำมัน และ Community Mall ส่วนเรื่องการบริหารจัดการไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ร้านใช้พนักงานน้อย ควบคุมวัตถุดิบรสชาติมาตรฐานจากครัวกลาง มีระบบ POS รายงานยอดขายแบบ Real Time และเพิ่มช่องทางขายผ่านแอปฯ 7-Eleven […]
วช. พา “งานวิจัย” ขึ้นเชลฟ์ขาย เปิดเวที Innovative House ต่อยอดผลงานวิจัยสู่ตลาดจริง
ภายในงาน Franchise Expo Thailand 2026 มีบูธของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำผลิตภัณฑ์จากโครงการที่นำผลงานวิจัยมาต่อยอดเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มาแสดง พร้อมจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจได้เลือกซื้อ สำหรับ วช. มีภารกิจหลัก คือการให้ทุนวิจัย ดูแลเรื่องการวิจัยในภาพรวม รวมถึงการให้รางวัล และสนับสนุนนักวิจัย ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงนักวิจัยอาวุโส แน่นอนว่านี่เป็นหน่วยงานผู้อยู่เบื้องหลังงานวิจัยไทยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กิจกรรมที่นำมาจัดแสดงในบูธครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทุนที่ วช. สนับสนุนภายใต้ชุดโครงการ Innovative House ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจน คือการแนะแนวและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมที่ต่อยอดมาจากงานวิจัย ไปพัฒนาต่อจนสามารถขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่งานวิจัยที่อยู่ในห้องแล็บ โดยสินค้าที่นำมาโชว์ในบูธจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “พร้อมขาย” แล้วจริงๆ บางแบรนด์ขายออนไลน์ บางแบรนด์ขายเฉพาะหน้าร้าน นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตนำผลิตภัณฑ์ไปแปรรูปเป็นเมนูอาหาร-เครื่องดื่มให้ผู้ร่วมงานเห็นวิธีใช้งานจริง โดยนำ ‘น้ำผึ้ง’ ที่ไม่ได้นำมาวางขายแบบเดิม ๆ แต่แปรรูปเป็น เครื่องดื่มสเลอปี้ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมสดๆ หน้าบูธ เพื่อดึงดูดและสร้างประสบการณ์ให้คนในงานได้ทดลองสัมผัสสินค้าจริง และหากใครสนใจก็สามารถซื้อ หัวเชื้อ กลับไปทำเครื่องดื่มต่อเองที่บ้านได้เช่นกัน […]
เปิดเส้นทาง “กาแฟพันธุ์ไทย” โอกาสลงทุนที่คนไทยเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ได้
ในเครือธุรกิจของ “พีทีจี เอ็นเนอยี” (PTG Energy) ที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะผู้จำหน่ายน้ำมันรายใหญ่ ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตเงียบ ๆ แต่ทรงพลังไม่แพ้กัน นั่นคือ “กาแฟพันธุ์ไทย” ธุรกิจ Non-Oil ในเครือที่วันนี้ขยายสาขาไปแล้วกว่า 3,200 สาขาทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นในวันแรกที่อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสู่แบรนด์ระดับประเทศ ที่วันนี้ธุรกิจเติบโตขยายสาขารวมกว่า 3,200 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเอง (Official) ประมาณ 2,700 สาขา และสาขาแฟรนไชส์อีกกว่า 700 สาขา ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลแฟรนไชส์ คือหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ผลักดันการเติบโตของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้หยุดที่จะเติบโตต่อเนื่อง เพราะได้วางเป้าหมายขยายแฟรนไชส์ โดยปีที่ผ่านมาสามารถเปิดแฟรนไชส์ใหม่ได้ 400 สาขา และในปีนี้ตั้งเป้าเปิดเพิ่มให้ได้อีก 400 สาขา ซึ่งล่าสุดดำเนินไปแล้วกว่า 200 สาขา เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่สม่ำเสมอ และเป็นระบบ ไม่ใช่กระแสเพียงชั่วคราว สิ่งที่ทำให้กาแฟพันธุ์ไทยแตกต่าง คือความหลากหลายของเมนูเครื่องดื่ม และการปรับเปลี่ยนเมนูตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความสดใหม่ และเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ชอบทดลองสิ่งใหม่ […]


