เพิ่มโทษหนัก “กักตุนสินค้า-โขกราคา” คุก 7 ปี ปรับสูงสุด 140,000 บาท


นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกักตุนสินค้าหน้ากากอนามัยและการจำหน่ายเกินราคา หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน เพื่อป้องกันวิธีปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 และสถานการณ์ต่าง ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันมีความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านชิ้นต่อเดือนสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัว

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า อันนำไปสู่การแสวงหากำไรเกินสมควร และทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียมออกกฎหมายเพิ่มเติม นำเสนอต่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อให้มีการออกประกาศกำหนดให้ผู้ที่ถือครองสินค้ามากเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ถือเป็นการกักตุนสินค้า มีความผิดตามมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท ซึ่งมีโทษเท่ากับการจำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินควร ส่วนผู้จำหน่ายที่ไม่ติดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จึงขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยให้แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีโดยจะเก็บข้อมูลของผู้แจ้งเป็นความลับ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญในการหารือกับผู้ผลิตหน้ากากอนามัยทั้ง 11 แห่ง รวมถึงผู้แทนจากบุคลากรทางการแพทย์ถึงความต้องการใช้หน้ากากอนามัยว่า ได้ขอความร่วมมือโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่มกำลังการผลิตเต็มกำลังจาก 36 ล้านชิ้นต่อเดือน เป็น 38 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมให้ทำหน้ากากผ้าใช้เอง พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทย และกรมราชทัณฑ์ ตัดเย็บหน้ากากอนามัยป้อนสู้ตลาดอีกกว่า 50 ล้านชิ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการป้องกันตนเองในระดับที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์กระจายและบริหารจัดการหน้ากากอนามัยเพื่อให้ทั่วถึง โดยช่วง 20 กว่าวันที่ผ่านมา สามารถกระจายสินค้าหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 7 ล้านชิ้น โดยยืนยันกรมการค้าภายในไม่มีการเก็บสต๊อกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ไม่เจ็บป่วยให้ใช้หน้ากากผ้าทดแทนได้