มูลนิธิกระเจาเงา สะท้อนความเสี่ยงของ “คนไร้บ้าน” ที่ไม่อาจเข้าถึงการป้องกัน Covid-19


โครงการผู้ป่วยข้างถนน ของศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าคนหายจำนวนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ที่มีอาการป่วยทางสมอง หรือ โรคสมองเสื่อม ได้พลัดหลงออกจากบ้าน หากจำต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นเวลานาน อาจกลายสภาพเป็นบุคคลเร่ร่อน และยังอาจ ถูกทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิตได้ แล้วในเวลาที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เขาเหล่านั้น จะเผชิญชะตากรรมอย่างไร 

 

เฟซบุ๊ก มูลนิธิกระจกเงา โพสต์เรื่องราวของ “คนไร้บ้าน” ว่า ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่คนกลุ่มนี้ ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เพื่อใช้ในการป้องกันตัวเองได้เลย โดยคนไร้บ้านทั้งประเทศมีอยู่เกือบ 3,000 คน ในกรุงเทพมหานครคิดเป็น 38 % คือราว 1,000 คน

โพสต์ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน มูลนิธิกระจกเงา ได้เล่าเรื่องของการออกไปแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันตนเองให้คนไร้บ้าน เพราะมองเห็นปัญหาว่า คนไร้บ้านควรมีสิทธิ์ปกป้องป้องกันตัวเองโดยอุปกรณ์พื้นฐานอย่างหน้ากากผ้าและเจลแอลกอฮอล์อย่างทั่วถึงและเพียงพอ เนื้อหาระบุว่า 

 

 

คืนที่เราออกแจกจ่ายหน้ากากและเจลแอลกอฮอล์ที่ได้รับบริจาคมาในวันเคอร์ฟิววันแรกที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ฝั่งเกาะพญาไท คนไร้บ้านทั้งหนุ่มและแก่ถูกเสียงไล่ตะเพิดของทีม รปภ.บริษัทที่เช่าใช้พื้นที่เกาะพญาไท ที่น่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะแต่เดิมนั้นแหละ คนไร้บ้านที่หนุ่มๆ หน่อยก้าวเดินออกมาอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่อยากหาเรื่องใดใส่ตัวอีก
.
คนไร้บ้านสูงอายุเดินกระย่องกระแย่งออกไปพ้นจากชายขอบของพื้นที่ จุดหมายคือป้ายรถเมล์ ไม่นานที่นั่งป้ายรถก็เต็มไปด้วยคนไร้บ้าน เสียงพูดออกลำโพงของตำรวจดังจากอีกเกาะหนึ่งของอนุสาวรีย์ เตือนให้คนเตรียมตัวกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด
.
คนไร้บ้านชายหนุ่ม คนไร้บ้านชราสายตาเหม่อมองไปที่ไฟไซเรนของตำรวจฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอีกไม่นานเขาก็จะมาจอดที่ตรงหน้า และไล่ตะเพิดเขาออกไปจากที่นั่งป้ายรถเมล์ ไล่ออกไปโดยไม่ต้องสนใจว่าเขาจะไปที่ไหน ชีวิตมีปัญหา แต่ร่างกายนั้นไม่ได้สื่อออกมาทางสายตาว่าหวาดกลัว ร่างกายไม่ได้สั่นเทาใดๆ ไม่มีอาการผุดลุกผุดนั่ง
.
เราเห็นแต่ตาเศร้าๆ ก้มหน้าลงต่ำ หรือสายตาก็หันเหไปทางอื่น ช่างไร้จุดหมายยิ่งนัก เคยชินกับความไม่เท่ากัน เคยชินกับความหวาดกลัว เคยชินจนร่างกายไม่แสดงผลออกมาอีกแล้ว เพราะแสดงไปก็เท่านั้น ไม่มีใครแคร์ปฏิกิริยานั้น ไม่มีมีทางออก ทางเลือกอยู่จริง แม้ว่านี่คือการตื่นตัวเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ก็ตามที
.
เราได้แต่โทรไปประสานงานกับหน่วยงานที่เพิ่งได้ประชุมกันไปเมื่อเช้า ประชุมเรื่องกระบวนการช่วยเหลือพวกเขาพวกคนไร้บ้าน หน่วยงานนั้นส่งรถ และคนมา รถ และคนที่ไม่ได้บ่งบอกว่าเตรียมพร้อมไว้ใช้สำหรับงานโรคระบาดเอาซะเลย ผู้คนยังถูกยัดทะนานเข้าไปประมาณ 5 คน
.
ชายทั้ง 5 ส่วนใหญ่สูงอายุ สายตาของคนอื่นๆ ที่หนุ่มกว่าเริ่มมองมาแบบมีคำถามว่า เขาจะได้ไปหรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานร้องขอว่า ขอรอบเดียวพอนะ เพราะที่นั้นก็เต็มแน่นแล้ว เราเข้าใจทันที…
.
เราเข้าใจคำอ้างนี้ดี เพราะมันถูกอ้างมาตลอดระยะเวลาที่เราทำงานกับคนไร้บ้านมากว่า6-7 ปี เราไม่โทษเจ้าหน้าที่แต่เราโทษไปที่ระดับนโยบาย นโยบายที่ไม่เคยเห็นหัวคนจน
.
รถคันสีชมพูเดินทางออกจากป้ายรถเมล์ไป ชายไร้บ้านที่เหลือถามเราว่า แล้วเขาต้องทำอย่างไร ตำรวจเขาจะจับพวกเราหรือไม่ ชายคนหนึ่งพูดแทรกเพื่อนขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไร เราน่าจะเอาตัวรอดกันไปได้ อะไรแบบนี้ใช่ว่าไม่เคยผ่านซะเมื่อไหร่”
.
สิ้นประโยคบอกเล่า ชายหนุ่มคนเดิมขึ้นประโยคร้องขอตามทันที “ถ้าพี่มีที่อยู่ให้พวกเราได้อยู่ช่วงนี้ มาบอกพวกเราด้วยนะ” เราได้แต่รับปากด้วยเสียงดังๆพอให้เขาได้มั่นใจ
.
เราได้แค่สัญญาอย่างรู้ตัวในความเล็กกระจ้อยของตัวเอง “เราจะทำสุดความสามารถให้พี่มีที่อยู่ปลอดภัยให้ได้ในช่วงนี้” พวกเขายิ้มแห้งๆ แต่ไม่ลืมบอกคำว่าขอบคุณมากๆ นะพี่ ออกมา
.
#COVID19 #โควิดกับคนไร้บ้าน
#เพราะมนุษย์ไม่ควรอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้
#โครงการผู้ป่วยข้างถนน

ขอบคุณที่มา : มูลนิธิกระจกเงา