ทำไมราคาถึง “หลุด” ก่อนออกมาขายจริง เปิดกลยุทธ์ประกาศราคาล่วงหน้าที่ธุรกิจนำไปใช้ได้
แทบทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่ที่คนรอคอยกำลังจะเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้แต่สินค้าแฟชั่นลิมิเต็ด มักมีข่าว “ราคาหลุด” ปรากฏตามสื่อและโซเชียลมีเดียล่วงหน้าเสมอ ก่อนที่บริษัทเจ้าของสินค้าจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีที่มาจากธรรมชาติของห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากตั้งแต่โรงงานผลิต ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน ร้านค้าปลีก ไปจนถึงหน่วยงานราชการที่ต้องรับเอกสารแจ้งราคานำเข้าล่วงหน้า ยิ่งห่วงโซ่มีคนเกี่ยวข้องมากเท่าไหร่ โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกมาก่อนกำหนดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น คำถามที่น่าสนใจ คือแม้การรั่วไหลของราคาจะไม่ใช่สิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ตั้งใจให้เกิดขึ้น และหลายแบรนด์พยายามป้องกันอย่างเข้มงวดด้วยสัญญารักษาความลับหรือถึงขั้นฟ้องร้องผู้ที่ทำข้อมูลหลุด แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับสร้างประโยชน์ทางการตลาดโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่หลายประการ สร้างกระแสให้สินค้าก่อนวางขายจริงโดยไม่ต้องเสียงบโฆษณา เมื่อราคาถูกพูดถึงล่วงหน้า สื่อและผู้บริโภคจะเริ่มถกเถียงกันเองว่าราคานี้คุ้มค่าหรือแพงเกินไป กลายเป็นบทสนทนาที่แบรนด์ไม่ต้องลงทุนโฆษณาเพิ่ม เพราะสื่อ และอินฟลูเอนเซอร์ช่วยกระจายข้อมูลให้ฟรีผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบราคากับรุ่นก่อนหน้า ยิ่งมีการถกเถียงมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สินค้าอยู่ในความสนใจของสาธารณะนานขึ้นเท่านั้น ให้ตลาดมีเวลาปรับใจก่อนถึงวันประกาศราคาจริง การรู้ราคาล่วงหน้าช่วยให้ผู้บริโภคมีเวลาทำใจ และวางแผนการเงิน โดยเฉพาะสินค้าราคาสูงที่อาจปรับขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าพอสมควร หากประกาศราคาแบบไม่ทันตั้งตัวในวันเปิดขาย ผู้บริโภคบางส่วนอาจร้องยี้ทันทีเพราะภาพราคาเดิมยังฝังใจอยู่ แต่เมื่อราคาถูกรับรู้ทีละน้อยผ่านข่าวลือก่อนหน้านั้น ความรู้สึกช็อกจะค่อยๆ ลดลง และเมื่อถึงวันประกาศราคาจริงอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคจำนวนมากก็พร้อมยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะผ่านกระบวนการปรับตัวทางใจมาก่อนแล้ว สะท้อนปฏิกิริยาตลาดให้บริษัทเห็นล่วงหน้า แม้บริษัทจะไม่ได้ตั้งใจให้ราคาหลุด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว กระแสวิจารณ์ที่ตามมาก็กลายเป็นเหมือนการสำรวจตลาดแบบไม่เป็นทางการโดยปริยาย บริษัทสามารถสังเกตปฏิกิริยาของผู้บริโภคต่อราคาที่หลุดออกไปได้ หากกระแสตอบรับด้านลบรุนแรงเกินคาด ยังมีช่องทางปรับกลยุทธ์การสื่อสารหรือเน้นย้ำจุดขายอื่นเพิ่มเติมก่อนวันประกาศราคาจริง ต่างจากการประกาศราคาแบบเซอร์ไพรส์ทันทีที่ไม่มีโอกาสแก้ตัวหากตลาดตอบรับไม่ดี […]




“ที่บอกว่าเป็นความบังเอิญ เพราะธุรกิจนี้เกิดจากความชอบทั้ง 2 อย่างของเรา คือชอบใส่ “รองเท้าแตะ” มากๆ ชอบความสบายเวลาใส่ กับอีกอย่างหนึ่งคือ ชอบเปลี่ยน “เคสโทรศัพท์” บ่อยๆ เลยบอกคุณแม่ว่า อยากได้เคสโทรศัพท์ที่เป็น “รองเท้าแตะ” แรกๆ คุณแม่ก็งงว่าจะทำได้ยังไง แต่เราก็อ้อนจนคุณแม่ยอมทำให้ โดยเอารองเท้าแตะของเราจริงๆ มาตัด/แต่ง เป็นงานแฮนด์เมด ทำด้วยมือ จนได้เคสโทรศัพท์ชิ้นเดียวในโลกแบบไม่ซ้ำใคร….สมใจเลย”
“พอเราเอาไปใช้ ก็มีคนเข้ามาถามว่าสั่งที่ไหน ยังไง บางครั้งเอารูปมาโพสต์ลงในไอจีส่วนตัวก็มีคนมาสั่งออเดอร์ พอเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นก็เลยลองให้คุณพ่อติดต่อโรงงานที่เรามี Contact อยู่แล้ว โชคดีที่โรงงานเค้ายินดีทำให้ ความพิเศษ จู๊สว่ามันไม่ได้อยู่ที่ Design อย่างเดียว แต่มันสามารถตั้งวางได้ ใช้สะดวก วัสดุเราทนทาน ทำให้มีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”
ครั้งแรกที่สั่งทำคือจำนวน 200 ชิ้น ได้รับการตอบรับดี แต่ก็ยังขายไม่หมดในทีเดียว เราก็เริ่มเอามาโพสต์ขายใน Facebook กับ Instagram เพื่อกระจายสินค้า จากนั้นก็เริ่มบูมขึ้นมา มีคนแชร์ไปตามเพจต่างๆ จน AD Facebook ไปถึงประเทศลาว คนที่ลาวเค้าก็โทรมาติดต่อขอรับเราสินค้าไปขาย คนไทยที่อยู่ในประเทศเกาหลีเค้าเห็นสินค้าก็ติดต่อมา จนตอนนี้เรากลายเป็นผู้ผลิต แล้วก็มีตัวแทนจำหน่ายแบบที่เราไม่ต้องขายเอง
Key Success ของจู๊ส คือ ถ้าเรามีโอกาส ต้องรีบคว้าไว้ก่อน เมื่อได้ทำแล้วก็ต้องทำให้ต่อเนื่องจึงจะสำเร็จ…. “…..สำหรับแผนการตลาดของ JUDE Case ตอนนี้ถ้าในระยะใกล้ๆ นี้เรามีแผนจะทำรองเท้าแตะที่เป็นดีไซน์แบบอื่น ส่วนในระยะยาวเราอาจจะทำเคสมือถือในรูปแบบที่แปลกๆ ไม่เหมือนใคร (ขออุบไว้ก่อน) อย่าลืมติดตามกันค่ะ”
และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของ เด็กรุ่นใหม่ไม่ง้องานประจำ ที่ไม่กลัวการเริ่มต้น แต่กลัวที่จะไม่มีโอกาสให้ลองทำ เมื่อทำจนสำเร็จก็คิดต่อยอดไปเรื่อยๆ แบบไม่ให้หลุดมือ เป็นอีกหนึ่ง SME ตัวเล็กๆ ที่ไอเดีย ความคิด และความสามารถของเธอ ไม่เล็กเลยทีเดียว….. ช่องทางติดต่อ