กรมการค้าต่างประเทศ เผยภาพรวมการใช้สิทธิ FTA ช่วง 9 เดือนปี 62 มีมูลค่ารวม 50,312.06 ล้านเหรียญสหรัฐ อาเซียนยังนำโด่งใช้สิทธิสูงสุด พร้อมลุยสร้างแต้มต่อส่งออกไปยังประเทศ CLMV
วันที่ 26 พ.ย.62 ที่กระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 (ระหว่างเดือน ม.ค. – ก.ย.62) มีมูลค่า 50,312.06 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 78.25% ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้า ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 64,296.03 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าลดลง 3.41%
ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ดังนี้
1.อาเซียน มูลค่า 18,680.23 ล้านเหรียญฯ
2.จีน มูลค่า 13,757.61 ล้านเหรียญฯ
3.ออสเตรเลีย มูลค่า 6,030.61 ล้านเหรียญฯ
4.ญี่ปุ่น มูลค่า 5,724.62 ล้านเหรียญฯ
5.อินเดีย มูลค่า 3,345.33 ล้านเหรียญฯ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ พบว่า เปรู มีอัตราการขยายตัวสูงสุดอยู่ที่ 24.65% รองลงมาคือ นิวซีแลนด์ มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.96% และ จีน มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.33%
ขณะที่กรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.ไทย-ชิลี (100%)
2.อาเซียน-จีน (94.48%)
3.ไทย-เปรู (93.11%)
4.ไทย-ญี่ปุ่น (89.94%)
5.อาเซียน-เกาหลี (84.07%)
โดยรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง และน้ำตาลจากอ้อย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA ในภาพรวมจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาแต่ยังมีตลาดศักยภาพในการส่งออกที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1.เปรู ขยายตัวที่ 24.65% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม รถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 250-500 ลบ.ซม. เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องครัว เป็นต้น
2.นิวซีแลนด์ ขยายตัวที่ 4.96% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น เครื่องประดับที่ทำจากเงิน สิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบอื่นๆ แผ่นฟิล์มทำด้วยพลาสติก
3.จีน ขยายตัวที่ 4.33% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง
4.ญี่ปุ่น ขยายตัวที่ 2.37% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ปลาแมคเคอเรล ไก่ปรุงแต่ง กุ้งปรุงแต่ง เป็นต้น
5.อินเดีย ขยายตัวที่ 0.48% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น เครื่องฉายและมอนิเตอร์ ลวดทองแดงเจือ น้ำมันดิบ
และสำหรับตลาดที่มีการใช้สิทธิ FTA ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย ชิลี และเกาหลี
นายกีรติกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดอาเซียนยังถือเป็นตลาดสำคัญของการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ในการส่งออก แม้มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังมีบางตลาดที่มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดศักยภาพ ได้แก่ กัมพูชา สปป. ลาว และเวียดนาม ซึ่งในช่วง 9 เดือน (ระหว่างเดือนม.ค – ก.ย. ที่ผ่านมา) ไทยมีอัตราการขยายตัวของการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลง FTA ไป 3 ประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
โดย (1) กัมพูชา มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 876.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 27.40% (2) สปป. ลาว มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 329.44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 3.47% และ (3) เวียดนาม มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 5,707.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 0.11% ภายใต้โอกาสทางการค้าดังกล่าว

นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจัดสัมมนาในพื้นที่จังหวัดหนองคายเพื่อส่งเสริมการค้าและการใช้สิทธิประโยชน์ฯ กับประเทศเพื่อนบ้าน ในหัวข้อเรื่อง “ครบเครื่อง…เรื่องการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า” ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ โรงแรมอัศวรรณ จังหวัดหนองคาย โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และระเบียบปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั้งแบบกระดาษและระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ Form D และ Form E
ซึ่งเป็นเอกสารที่นำไปประกอบการขอลดหย่อนภาษี ณ ประเทศปลายทางอย่าง อาเซียน และจีน ได้ ซึ่งการจัดสัมมนาที่จะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้ส่งออกที่จะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการและขยายโอกาสทางการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป. ลาว ต่อไป
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าหรือสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า โทร.02-547-4855 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือสายด่วน 1385