ส่อง! สถานการณ์เชนร้านอาหารในสหรัฐฯ กับความสุ่มเสี่ยงจะยื่นขอล้มละลายเพิ่ม


การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างบาดแผลลึกให้กับอุตสาหกรรมอาหารจนทำให้แบรนด์เชนร้านอาหารหลายแบรนด์ประสบปัญหาทางด้านการเงิน จนต้องยื่นเรื่องขอล้มละลายต่อศาล

คาดการณ์กันว่าจะมีกลุ่มเชนร้านอาหารมากถึง 30% ที่ต้องปิดกิจการถาวรจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่ร้านอาหารอิสระมีความเสี่ยงไม่น้อยที่ต้องปิดหน้าร้านลง เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมรับประทานอาหารในที่พักมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารไปตลอดกาล เช่นในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพมาเป็นอันดับแรก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออาหารสไตล์บุฟเฟต์

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของอุตสาหกรรมอาหารในสหรัฐฯ ที่เราพบเห็นกันมากที่สุดในช่วงหลัง คือเชนร้านอาหารทยอยขอยื่นล้มละลายกับศาล นอกจากนี้ตามรายงานของ S&P Global Market Intelligence พบว่ามีเชนร้านอาหารจำนวน 15 รายที่มีความเสี่ยงต่อการนัดผิดชำระ ประกอบด้วย Kisses ร้านอาหารจากอิตาลีที่มีโอกาส 41.2% กับการผิดชำระภายในอีก 12 เดือนข้างหน้า, Muscle Maker มีโอกาสผิดชำระ 36.9% และ Giggles N’ Hugs มีโอกาสผิดชำระ 34.3% ส่วน Starbucks, Denny’s และ Yum Brands มีโอกาสผิดชำระ 10%

อีกทั้ง ยังมีเชนอาหารอื่น ๆ ที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อระดมทุน หรือยื่นกู้เงินเพื่อนำมาดำเนินธุรกิจให้สามารถเดินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็น McDonald’s, Tendong Wendy และ Yum Brands’s Taco Bell ที่ได้รับเงินกู้จาก PPP มาหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกันก็มีเชนร้านอาหารอื่น ๆ ที่แบกภาระหนี้สินไม่ไหวต้องขอยื่นล้มละลาย ได้แก่ Pizza Hut, Chuck E. Cheese’s, Le Pan Quotidien, Vapiano, FoodFirst Global และ Garden Fresh

สุดท้าย เราต้องมาดูกันว่าเชนร้านอาหารอื่น ๆ ในสหรัฐฯ จะสามารถแบกรับต้นทุนการดำเนินต่อไปไหวหรือไม่ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรยากาศแบบนี้คงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผู้คนจะออกมานั่งรับประทานอาหารแบบเมื่อก่อน และด้วยสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นเชื่อว่ายังคงมีธุรกิจร้านอาหารที่ต้องยื่นเรื่องขอล้มละลายไม่หมดเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน

ที่มา: cnbc