อึดอาด!! ขอ “อย.”ยาก ทำธุรกิจเกษตรแปรรูปเกือบพัง


รายการเที่ยงวันทันกระแส  รายงานว่า นายอาทิตย์ วุฒิคโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์เกษตรแปรรูป ว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายคลัสเตอร์เกษตรแปรรูป ได้เห็นชอบที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์เป้าหมายหลักใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.สารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ 2.สารออกฤทธิ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ 3.อาหารทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4.ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย และยางแบริ่ง

          โดยจากการหารือกับผู้ประกอบการภายในประเทศ ทั้งบริษัทที่เจ้าของเป็นคนไทย และร่วมทุนกับต่างชาติ มีอยู่หลายรายที่สนใจขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่ง ส่วนใหญ่อยากลงทุนผลิตในกลุ่มอาหารทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะสามารถต่อยอดจากสายการผลิตเดิมได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ และสารออกฤทธิ์ ยังมีผู้สนใจน้อย เพราะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้องเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก

          “ตนได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เอกซเรย์โรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มว่ามีการขอตั้งโรงงาน และขยายโรงงานมากน้อยเพียงใด เพื่อให้มีข้อมูลในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน รวมทั้งเข้าไปสำรวจความคิดเห็นว่า ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง เพื่อที่จะได้ให้การส่งเสริมได้อย่างตรงจุด”

          สำหรับปัญหาหลักในคลัสเตอร์นี้ คือความล่าช้าในการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ต้องใช้เวลานานมาก และบางรายใช้เวลามากกว่า 1 ปี ซึ่งยิ่งใช้เวลานาน ก็จะเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในเรื่องของดอกเบี้ยและโอกาสในการทำธุรกิจ หากไม่เร่งแก้ไขในด้านนี้ ก็อาจทำให้นโยบายส่งเสริมคลัสเตอร์เกษตรแปรรูปล่าช้าออกไป

          โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ อย.เคยเสนอให้จัดตั้งสถาบันตรวจและประเมินผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ในรูปแบบองค์กรมหาชน เพื่อให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวรวดเร็ว ลดเวลาการประเมินเอกสารวิชาการ และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่รองรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ สามารถจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้เชี่ยวชาญได้สูงกว่าระเบียบราชการ ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดให้บุคลากรด้านนี้เข้ามาทำงานมากขึ้น แต่ขณะนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

ติดตามรายการเที่ยงวันทันกระแสได้ทาง ทรูวิชั่น ช่อง 49,570 และทาง http://www.smartsme.tv/