Highlight SME


ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชี้ปี 2561 ส่งออกแม่สอดทะลุแสนล้าน  

            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุถึงมูลค่าการค้าชายแดนของไทย พบว่า มูลค่าการส่งออกชายแดนของไทยในปี 2558 หดตัวเพียงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับปี 2557 และหากไม่นับรวมมาเลเซีย ซึ่งการส่งออกชายแดนติดลบร้อยละ 9.1 จากราคายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางที่ตกต่ำแล้ว การส่งออกชายแดนของไทยไปยังเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาก็ขยายตัวถึงร้อยละ 7.4 ในปี 2558 

          อย่างไรก็ตาม การที่แม่สอดจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ และศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาคอย่างแท้จริง ระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่รอบๆยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมอีกมาก โดยเฉพาะด้านการขนส่งที่ยังติดปัญหาอยู่หลายประการ อาทิ ปัญหาการจราจรแออัดบริเวณสะพานไทย-เมียนมา (สะพานข้ามแม่น้ำเมย) แห่งที่ 1 สภาพถนนในเมียนมาที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา กฎระเบียบระหว่างประเทศที่ยังไม่สอดคล้องกัน และปัญหาชนกลุ่มน้อย เป็นต้น โดยหนึ่งในการแก้ไขปัญหา คือการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ที่คาดว่าจะเปิดใช้ได้ในปี 2560 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสะพานแห่งที่ 2 นี้สร้างเสร็จจะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปเมียนมาผ่านทางชายแดนอ.แม่สอดเพิ่มขึ้นทะลุ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 จากมูลค่าการส่งออกในปี 2558 ที่ผ่านมา ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท

             ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุด้วยว่า สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจบริเวณจุดผ่านแดนแม่สอด สิ่งสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้ได้มากที่สุด คือ วิถีชีวิตและพฤติกรรมการบริโภค รสนิยม และการเลือกซื้อสินค้าของชาวเมียนมา นอกจากนี้ ข้อควรคำนึงในการเจาะตลาดเมียนมา คือ การมีพันธมิตรท้องถิ่น  และการติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจอย่างใกล้ชิด

 

 

กสอ. จับมือ เรดดี้แพลนเน็ต ดัน SMEs ผ่านเว็บไซต์ Alibaba

 

        กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ เรดดี้แพลนเน็ต เปิดตัวโครงการ “กิจกรรมส่งเสริม SMEs ทำธุรกิจในรูปแบบ B2B ผ่านเว็บไซต์ Alibaba.com” เพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ที่ทำธุรกิจในรูปแบบ B2B โดยมีเว็บไซต์ Alibaba.com เป็นช่องทางในการส่งออก และขยายโอกาสทางการค้า

       โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะมีการจัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไปแล้วกว่า 100,000 ราย ในส่วนของการใช้งาน Alibaba.com เพื่อการส่งออกสินค้า และได้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากเรดดี้ แพลนเน็ตเข้ามาช่วย ซึ่งทีมงานจะเดินทางไปให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวถึงสถานประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการและผ่านการคัดเลือก นอกจากนี้ยังสนับสนุนด้านการสร้างตัวตนออนไลน์ในหน้าแรก การอัพโหลดสินค้าผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดทำสื่อการใช้งาน Alibaba.com ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ และใช้งานเพื่อการส่งออกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

        ปัจจุบันนี้ มีผู้สมัครกว่า 400 ราย ทำการคัดเลือกผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุด ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาหารและแฟชั่น และหากผู้ประกอบการที่สนใจสามารถดูเงื่อนไขและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ เว็บไซต์ alibaba-dip.readyplanet.com หรือ 02-016-6955

ITAP นำเทคโนโลยี-นวัตกรรม เสริมแกร่งเอสเอ็มอีผลลัพธ์เกินคาด

           สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอนุมัติให้ ITAP หรือโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุน SME จำนวนมากขึ้นเป็น 2 เท่า จาก 400 โครงการในปีก่อน เป็น 800 โครงการ ในลักษณะโครงการนำร่องในปี 2559 ภายในระยะเวลา 5 เดือน นับตั้งแต่ตุลาคม 2558 จนถึงกุมภาพันธ์ 2559 ITAP ได้ดำเนินกิจกรรมสำรวจความต้องการและวินิจฉัยให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่ SME ทั่วประเทศจำนวนมากถึง 662 ราย จากแผนที่กำหนดไว้ 650 ราย และดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกรวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ SME ทั่วประเทศอีกจำนวนมากถึง 393 ราย จากแผนที่กำหนดไว้ 380 ราย

               ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา ITAP สามารถช่วยเหลือ SME ในการปลดล็อคข้อจำกัดทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมทั้งก่อให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจำนวนมากกว่า 555.4 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนจากภาครัฐร้อยละ 23 และการลงทุนจากภาคเอกชน (SME) ร้อยละ 77 โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไม่ต่ำกว่า 3,421 ล้านบาท โดยภาคเอกชนได้รับผลประโยชน์ 8.5 เท่าจากเงินลงทุนภายในระยะเวลา 1 ปี แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ ITAP ในการช่วยเหลือ SME และประเทศไทย นอกจากนั้น ITAP ยังทำงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ตาม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรมเดิมที่ต้องต่อยอด ได้แก่ 1) ยานยนต์สมัยใหม่ 2) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3) การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5) การแปรรูปอาหาร และ 5 อุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต ได้แก่ 1) หุ่นยนต์ 2) การบินและโลจิสติกส์ 3) เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 4) ดิจิตอล และ 5) การแพทย์ครบวงจร”