
ดร.สุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้เผยยุทธศาสตร์ในการตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ด้วยการลงพื้นที่ทุกจังหวัด เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ตรวจมาตรฐานเพื่อรองรับคุณภาพสินค้าตั้งแต่ระดับฐานราก โอทอปสู่เอสเอ็มอี รวมถึงการร่วมงานกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันการศึกษา เพื่อหาตลาด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มนวัตกรรมให้สินค้าโอทอปมีจุดเด่น นอกจากนี้ ยังได้แนะนำว่าสินค้าอาหารทุกอย่างที่ผ่าน อย.แล้ว ต้องมีมาตรฐานอื่นๆตามมา อาทิ มผช.มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อให้สินค้ารากหญ้าได้แข่งขัน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 3,600 มาตรฐานที่ครอบคลุมทุกด้าน 4ประเภท คือ 1.อาหาร 2.สมุนไพร 3.เครื่องนุ่งห่ม และ4.สินค้าตกแต่ง/เครื่องประดับ ซึ่งทางกรมจะมีห้องแล็บทำการทดสอบให้ตามที่มาตรฐานกำหนด ซึ่งหากไม่ผ่านทางกรมจะแนะนำวิธีแก้ไขให้ผู้ประกอบการให้กลับไปแก้ไขใหม่แล้วจึงกลับมาขอรับการทดสอบ ซึ่งผลที่ผ่านมาต่อ1รายจะใช้เวลา1ปีที่สามารถผ่านห้องแล็บและได้รับมาตรฐาน มผช. ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เปิดเผยถึงโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งปี 2558/25559 ว่า ความคืบหน้าล่าสุดสำหรับโครงการนี้ ตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีผู้ขอยื่นกู้แล้วจำนวน1หมื่นราย ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้ และต้องนำเงินไปใช้จ่ายหมุนเวียนในครอบครัว โดยธกส.ได้กำหนดกฎเกณฑ์ของผู้มีสิทธิ์ยื่นกู้คือ ต้องเป็นเกษตรกรที่อาศัยในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งมีทั้งหมด 26 จังหวัด หรือผู้ที่เข้าข่ายได้รับความเดือดร้อน จำกัดวงเงินกู้รายละไม่เกิน12,000บาท กำหนดระยะเวลาคืนไม่เกิน1ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ0 ใน6เดือนแรก ส่วนเดือนที่7-12 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ4 ถั่วเฉลี่ยแล้วโครงการนี้มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ2ต่อปีเท่านั้น สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งปี 2558/25559 สามารถยื่นกู้ได้ถึงเดือนมิถุนายน2559 ซึ่งธกส.ได้เตรียมวงเงินในการบรรเทาภัยแล้งช่วยเหลือเกษตรกร 6 พันล้านบาท ทั้งนี้ ธกส.ยังมีโครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤตภัยแล้ง วงเงิน15,000ล้านบาท ชุมชนละไม่เกิน3ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าชุมชนในเขตพื้นที่26จังหวัดภัยแล้ง ต้องมีตลาดที่ชัดเจนและต้องบริหารจัดการโดยชุมชน ซึ่งมีทั้งหมด 1,400 ชุมชน และต้องการปรับเปลี่ยนการผลิต แต่ไม่ต้องการให้เกษตรกรมีหนี้สินที่เพิ่มขึ้นโดยให้ชุมชนบริหารเองผ่านโครงการXYZ โดยXคือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีที่ดิน จะได้รับค่าเช่าที่ดิน Yคือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วยการทำการผลิตจะได้รับค่าแรงตอบแทน และZคือเมื่อมีกำไรส่วนเหลือจากการขายและส่งคืนชุมชนตามกติกาแล้ว เกษตรกรจะได้ส่วนที่เหลือ ในขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์วิสาหกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)ได้เปิดเผยว่า ทางด้านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมยกระดับโอทอปแบบครบวงจร โดยให้เกิดการบูรณาการร่วมกันในกระทรวง และต้องไม่ซ้ำกับโครงการอื่นๆ จึงเป็นที่มาขอโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป ที่ผู้ประกอบการสามารถสมัครได้ทุกที่ของหน่วยงานกระทรวงวิทย์ฯ โดยทางกระทรวงจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ6เรื่องหลักๆ ดังนี้ 1.วัตถุดิบ 2.ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง 3.ออกแบบบรรจุภัณฑ์ 4.ออกแบบกระบวนการผลิต 5.ช่วยให้ได้รับมาตรฐาน เช่น อย. เป็นต้น และ6.เครื่องจักร โดยจะดูแลผู้ประกอบการ3ปี นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วม600ราย ไม่ผ่าน28ราย ซึ่งจะต้องคัด200รายเพื่อเข้าสู่โครงการ ส่วน400รายที่เหลือจะยกยอดไปเป็นของปี2560แทน ทางภาคเอกชน อย่างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ คุณรำภา คำหอมรื่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน บมจ.บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ได้เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบิ๊กซีได้มีการรับซื้อสินค้าเกษตรปีละ8หมื่นตัน แต่ในปี59 จะรับซื้อเพิ่มเป็น1แสนตัน หรือคิดเพิ่มเป็น20% แบ่งเป็นโครงการหลวง2พันตัน และโครงการภูฟ้า รวมถึงกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นผลมาจากการเซ็นMOUจากภาครัฐบาลที่ต้องการร่วมส่งเสริมเกษตรกรไทย ส่วนกฎเกณฑ์ในการนำสินค้าขึ้นสู่บิ๊กซีนั้น ขอเพียงมีการรวมกลุ่มกัน สินค้ามีคุณภาพ สินค้าสมารถผลิตได้ตามที่บิ๊กซีต้องการ นอกจากนั้นบิ๊กซีจะมีการให้ความรู้พร้อมลงพื้นที่ด้วย อาทิ ภาคใต้ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจคือยางพาราและราคาตก แต่ อ.นาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ที่บิ๊กซีรับซื้อเป็นจำนวนมาก และหากเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆสามารถเปลี่ยนแนวคิดและปลูกพืชที่หลากหลายได้ ทางบิ๊กซีพร้อมที่จะรับซื้อสินค้าเกษตรอย่างแน่นอน