Mr.Salad’ ลัดผักเพื่อสุขภาพ รูปแบบใหม่ของความอร่อย…


ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่ดีมากขึ้น โดยหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินและอาหารสุขภาพที่หลายคนนึกถึงก็คงหนีไม่พ้น อาหารจำพวก”สลัดผัก”แฟรนไชส์มิสเตอร์สลัด จึงก่อกำเนิดเกิด ขึ้นมาสำหรับคนรักสุขภาพ เติมไอเดียให้กับสลัดรูปแบบเดิมๆ เป็นสลัดรูปแบบใหม่ลักษณะแบบพอดีคำเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน และความรวดเร็วในการรับประทานอาหารของคนเมือง

จุดเริ่มต้นของ Mr. Salad เกิดจาก คุณจรัญญา บุญร่วม  และสามีคือคุณ ภูดิศ บุญร่วม ที่ชื่นชอบการทำอาหารมากๆ จึงได้เปิดร้านซูชิขึ้น โดยเน้นการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ซึ่งทำให้ราคา ซูชิสูงตามคุณภาพไปด้วย  ตอนแรกๆก็ขายดีพอสมควร ผ่านไป 1 ปี กระแสซูชิบาร์ ราคา 5 บาท 10 บาท เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นและสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ยิ่งมีมากเท่าไหร่การแข่งขั้นของตลาดซูซิก็สูงตามเท่านั้น   และนั้นก็ส่งผลทำให้ซูชิของของคุณจันทร์ศรี ยอดขายลดลง เพราะไม่อาจต้านทานแรงกระแสชองซูชิบาร์ตามท้องตลาดได้  อาชีพทำซูชิของคุณจันทร์ศรีจึงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ ให้กับสงครามราคา

            แรงผลักดันสู่อาหารเพื่อสุขภาพ

           จุดเปลี่ยนผันจึงเริ่มต้นเมื่อปี 2554  คุณ จรัญญา กับ คุณ ภูดิศ จึงได้ไปร่ำเรียนการทำน้ำสลัดจากคนที่รู้จัก เมื่อฝึกปรือจนชำนาญแล้ว ทางคุณ ภูดิศ จึงเริ่มคิดค้นสูตรน้ำสลัดขึ้นมาใหม่ และเริ่มต้นด้วยการเอาไปลงขายตามตลาดนัด แต่เมื่อไปติดต่อจองที่ขาย คนดูแลตลาดกลับบอกไม่ให้ขายเพราะ ในตลาดมีคนขายสลัดอยู่แล้ว พอติดต่อไปที่อื่นๆ ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกันทั้งหมด แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสองท้อถอย  กลับเป็นแรงผลักดัน  ให้ทั้งคู่ช่วยกัน คิดค้นสลัดในรูปแบบใหม่ขึ้นมา ด้วยความเชื่อที่ว่า ตราบใดที่ยังมีคนรักสุขภาพ ใส่ใจและดูแลในเรื่องอาหารการกิน   อาหารเพื่อสุขภาพอย่างสลัดยังไงก็ยั่งยืนเสมอ เพียงแค่ทำยังไงให้แปลกใหม่ และแตกต่างจากคนอื่นเท่านั้น

         เติมความแปลกใหม่เพิ่มไอเดียของสินค้า        

            จากความไม่ย่อท้อต่อุปสรรคของทั้งสอง จึงร่วมกันคิดค้นสลัดรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร “เมื่อตามตลาดมีสลัดผักขายแล้ว เราจึงเปลี่ยนมาขายซูชิสลัดแทน”คุณจันทร์ศรีกล่าว

            การทำสลัดผักโดยทั่วไป ก็คือการเอาผักกับวัตถุดิบต่างๆมาคลุกเคล้ากับน้ำสลัดแล้วก็รับประทาน แต่สลัดของทั้งคู่ นั้นเพิ่มไอเดีย ใส่ลูกเล่นโดยการผสมผสานการห่อสไตล์ซูชิของญี่ปุ่น มาใช้กับการห่อสลัดม้วนโรลแบบพอดีคำ ซึ่งทำออกมาด้วยกันหลายรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า เช่น แครอทม้วนโรล นำแครอทมาม้วนห่อกับผักสลัด ซึ่งใช้ผักไฮโดรโปรนิก และเลือกเนื้อสัตว์ตามชอบ เช่น หมูแฮม ไก่แฮม ปลาแซลมอน ปูอัด ฯลฯ ส่วนผักจะเลือกใช้ผักไฮโดรโปรนิกจากฟาร์มที่ใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัย และปลอดสารพิษ

 

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ซูซิสลัดคงจะขาดรสชาติถ้าไม่ได้รับประทานคู่กับน้ำสลัดที่คุณ ภูดิศ เป็นค้นคิดค้นขึ้น  ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาน้ำสลัดออกมามากถึง 10 รสชาติ ทุกรสชาติจะไม่มีส่วนผสมของไข่เพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอล ได้แก่ โยเกิร์ตบลูเบอร์รี ซัมเมอร์เบอร์รี วาซาบิ สไปซี เสาวรส ซีอิ๊วญี่ปุ่น ฯลฯ 

 

ขยายโอกาศด้วยการเพิ่มช่องทาง

คุณจรัญญา ได้อธิบายถึงแนวทางการทำตลาดของมิสเตอร์สลัดว่า พอคิดค้นซูซิสลัดขึ้นมาได้ ทั้งคู่จึงเอาไปลงขายที่ ตลาดสายสองแรกๆ ลูกค้าก็รู้สึกแปลก แต่พอได้กินส่วนใหญ่จะชื่นชอบ โดยมียอดขายตั้งแต่ 80-90 กล่องต่อวัน เมื่อผ่านไปเกือบ 6 เดือน มิสเตอร์เริมเป็นที่รู้จักมากขึ้นลูกค้าก็เริ่มถามเขามาเรื่อยๆว่าเมื่อไหร่จะไปเปิดตรงนั้นตรงนี้บ้าง  พวกเขาเลยตัดสินใจย้ายทำเลขายซูชิสลัด ไปอยู่บริเวณตึกซันทาวเวอร์ส สลับวันกันกับที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้อยู่ใจกลางใกล้กับลูกค้ามากที่สุด โดย มุ่งเป้าไปที่สาวๆ พนักงานออฟฟิศ และคนทั่วไปที่ดูแลสุขภาพ

พอย้ายสถานที่กระแสมิสเตอร์ สลัด ก็เริ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆผ่านการล่ำลือการปากต่อปาก และส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คุณจรัญญา ได้ไปออกรายการของคุณตี๋อ้วน นำชัย จรรยาฐิติกุล รายการตลบหลังตลาด ซึ่งช่วงนั้นนับว่าเป็นช่วงที่ ลูกค้าหลั่งไหลกันเข้ามามากมาย ทั้งผู้ที่มาซื้อไปรับทานเองและผู้ที่สนใจอยากรับไปขายต่อ นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่ทำมิสเตอร์สลัดให้เป็นแฟรนไชส์

ในช่วงแรกของการทำแฟรนไชส์ คุณจรัญญา เล่าว่าเจอปัญหาจากแฟรนไซส์ซีบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพที่ลดลง โดยแฟรนไซส์ซี ไปเอาผักที่ไม่ได้คุณภาพมาขายเพื่อลดต้นทุน แต่ราคาขายเท่าเดิม ซึ่งคุณจันทร์ศรีก็มองว่านี่คือการเอาเปรียบลูกค้า และทำให้แฟรนไชส์ซอและแฟรนไชส์ซี เจ้าอื่นเสียหายเพราะเมื่ลูกค้าซื้อเจ้านี้แต่ได้ของไม่คุณภาพลูกค้าก็จะตัดสินว่าเจ้าอื่นๆไม่มีคุณภาพด้วย จึงแก้ปัญหาพูดคุยและทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง แต่ถ้าครั้งต่อไปยังมีปัญหาอีก ก็จะพิจารณายกเลิกสัญญา

 

สำหรับการลงทุนเงื่อนไขของแฟรนไซส์นั้น จะดูจากความตั้งใจของคนที่ติดต่อเข้ามาก่อน คือ  ราคา 25,000 บาท แบ่งเป็น 5,000 บาท เป็นค่าสมาชิกเสียครั้งเดียวตลอดชีพ จะได้รับ เสื้อ 1 ตัว ป้ายโฆษณาขนาด A3  แผ่น  vcd สาธิตวิธีการทำ 1 แผ่น และสามารถส่งคนเข้าอบรมวิธีการทำได้ไม่เกิน 3 คน  อีก 20,000 เป็นค่าวัตถุดิบ อุปกรณ์ กล่องบรรจุภัณฑ์ น้ำสลัด 20 กิโล  และมีคีออส size เล็ก 1 ตัวพับเก็บได้ขนาด กว้าง 80 ลึก 60 ราคาขายสลัดตกอยู่ที่กล่องละ 40 กว่าบาท แต่ถ้าลูกค้าแฟรนไซส์จะเปลี่ยนใช้ใส่ที่ราคาสูงกว่าอย่างเช่น ไส้ปลาแซลมอล ก็สามารถพิ่เมราคาเองได้ สำหรับผักที่เป็นส่วนประกอบหลักนั้นทางมิสเตอร์สลัดจะแนะนำฟาร์มให้กลับลูกค้าในการสั้งซื้อผักเพื่อให้เกิดคุณภาพมากที่สุด โดยจุดคุ้มทุนนั้น คุณจรัญญา  กล่าวว่า ต้องดูที่ตั้งและทำเลว่ามีผู้คนพลุกพล่านเยอะไหม ถ้าขายได้วันละ 70-80 กล่อง เดือนหนึ่งก็ได้ทุนคืนแล้ว  

 ณ ตอนนนี้ แฟรนไซส์มิสเตอร์สลัดมีทั้งหมด 80 สาขาทั่วประเทศ ภายใน 8 เดือนหลังจากเปิดแฟรนไซส์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแฟรนไซส์ที่มียอดสาขาโตเร็วอย่างมาก   ทั้งนี้ คุณจรัญญา กล่าวถึงหลักในการทำธุรกิจว่า“มิสเตอร์สลัดคือการให้สุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภค เมื่อให้สิ่งดีๆ ย่อมได้รับสิ่งดีๆ กลับมาเช่นกัน” และ คุณจรัญญา ยังมองสำหรับอนาคตของมิสเตอร์สลัดยังไปได้อีกหลายก้าว เราะคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันหันมาดูแลใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น สลัดผักของแฟรนไชส์ มิสเตอร์สลัด จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายใหญ่ที่จะทำให้สุขภาพของพวกเขาดีขึ้นจากการได้รับประทานผักที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ นี้จึงกลายเป็นแนวโน้มของรายได้ที่จะเทเข้ากระเป๋าของผู้ลงทุน และแน่นอนว่าในอนาคตข้างหน้าจะต้องมีผู้ให้ความสนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าหมดรายได้

         ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่  คุณ ภูดิศ บุญร่วม โทร. 02-8896262, 088-9164246, 084-6364264

อีเมล์ : [email protected] , [email protected]   

เว็บไซต์ : www.franchisemrsalad.com