เฟสบุ๊คแนะนำโซลูชั่นทางการตลาดเพื่อช่วยเหลือให้ SMEs สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและทำการตลาดอย่างทรงประสิทธิภาพหลากหลายรูปแบบ
จากความสามารถของเฟสบุ๊คที่มีคนไทยใช้บริการถึง 27 ล้านคน และในจำนวนนี้มีจำนวนถึง 24 ล้านคนที่ใช้เฟสบุ๊คผ่านมือถือ ปรากฎการณ์เหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าบนเฟสบุ๊คโดยผ่านมือถือ
จากรายงานการวิจัยยังสนับสนุนต่อเนื่องไปอีกว่าในแต่ละวันโดยเฉลี่ยคนเข้ามาใช้เฟสบุ๊คถึง 2.35 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่มากกว่าการดูทีวีในแต่ละวัน ในจำนวนนี้ 57 เปอร์เซ็นต์ค้นพบแบรนด์หรือการให้บริการใหม่ๆ บนเฟสบุ๊ค และกว่า 68 เปอร์เซ็นต์ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าจะหาข้อมูลบนเฟสบุ๊คที่สำคัญไปกว่านั้นผลการวิจัยยังระบุว่าคน 48 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้เฟสบุ๊คเคยซื้อสินค้าบางอย่างบนเฟสบุ๊ค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดโอกาสของการทำการตลาดและธุรกิจบนเฟสบุ๊ค

โดยปกติพฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือบริการของผู้บริโภคสามารถอธิบายได้จากสามเหลี่ยมหัวกลับ เริ่มต้นจากการรับรู้จะมีปริมาณมากที่สุด ตามมาด้วยการพิจารณา สุดท้ายจะมีจำนวนคนที่ดำเนินการสั่งซื้อน้อยที่สุด

คุณ รฐิยา อิสระชัยกุล (จิน) Team Lead – SMB Account Management | Facebook Singapore กล่าวว่าวิธีการทำตลาดเราต้องค่อยๆ เลี้ยงกลุ่มเป้าหมายของเราให้เข้าสู่แท่งสามเหลี่ยมดังกล่าว ขั้นตอนแรกเราต้องเข้าถึงคนให้มากที่สุด ยิ่งคนเดินเข้าสู่แท่งของเรามากเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะเข้าสู่ขั้นตอนที่สองและสามจนถึงจุดสุดท้ายของการตัดสินใจจะมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น

เฟสบุ๊คสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการหาลูกค้าเข้าสู่แท่งสามเหลี่ยมดังกล่าวได้อย่างทรงประสิทธิภาพและทรงพลังด้วยการซื้อโพสซื้อเพจ ซื้อโฆษณา พอขั้นตอนที่สองสู่กระบวนการพิจารณาก็นำเอาเนื้อหาต่างๆ มานำเสนออย่างน่าสนใจ สร้างความสนใจดังกล่าวจนเกิดความสุกงอม ต่อมาในขั้นของการตัดสินใจเฟสบุ๊คก็มีเครื่องมือที่จะนำพาไปยังจุดนั้นด้วย solution ด้วยการทำโฆษณา call to action หรือพาลูกค้าไปสู่เว็บไซต์
หลักการทำงานของเฟสบุ๊คจากขั้นตอนต่างๆ ค่อยๆ ลงมาจนขั้นสุดท้าย ขั้นแรกเราดูยอด reach ตัวต่อไปเป็น like ตามด้วย engagement และเมื่อมีการขายจริงจะเกิด conversion เฟสบุ๊คมีโปรแกรมที่จะรวบรวมยอดคนสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนเท่าไหร่ มีคนติดต่อเท่าไหร่
คุณ รฐิยา อิสระชัยกุล กล่าวว่า หัวใจหลักการทำการตลาดผ่านเฟสบุ๊คมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่งกลุ่มเป้าหมาย สอง content หรือว่าเนื้อหา สองตัวนี้จะมีพลังก็ต่อเมื่ออยู่ด้วยกัน มีการจับคู่กันได้อย่างเหมาะสม เราต้องพยายามวิ เคราะห์และคัดกรองสิ่งที่จะพูดหรือเขียนให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการกล่าวถึง เฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือที่แม่นยำที่สุดที่จะบอกเราได้ว่าเรากำลังพูดกับใคร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำเสนอเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มที่เราต้องการสื่อสาร
ในการทำ targeting เฟสบุ๊คมีเครื่องมือในการทำ targeting อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ 3 รูปแบบ แบบที่หนึ่งคือ standard Audiences เป็นการทำ target แบบพื้นฐานทั่วๆไป แบบที่สองเป็น custom Audiences เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ แบบที่สาม lookalike Audiences เป็นการใช้เครื่องมือเฟสบุ๊คหาคนที่คล้ายๆ กับแบบลูกค้าเก่าของเรามาให้เราใหม่

เวลาจะทำการตลาดต้องทำ customer profile ขึ้นมาก่อน ต่อมาก็ทำ Facebook Ad เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา ในการทำการตลาดแบบ standard Audiences สามารถทำได้ทันทีเมื่อรู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เราสามารถเลือกคุณลักษณะทางประชากรศาสตร์ สถานที่และรสนิยม ตัวอย่างเช่น อายุ สถานะภาพ ความสนใจ เฟสบุ๊คจะมีช่องใส่ keyword ต่างๆ บางครั้งการตีความกลุ่มเป้าหมายก็ต้องตีความแบบอ้อมๆ เพราะเฟสบุ๊คไม่มีช่องให้กรอก เช่นเรื่องของรายได้เป็นต้น ก็ต้องกรอกลงไปในช่องของการศึกษาระดับปริญญาโท เป็นต้น

การทำ custom Audiences บนเฟสบุ๊ค วิธีการนี้สามารถสร้างได้ 2 วิธีคือ วิธีแรกถ้าบริษัทมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ให้ up load ขึ้นเฟสบุ๊ค ด้วยอีเมลล์หรือเลขที่โทรศัพท์ แล้วคุยกับเขาทางเฟสบุ๊คต่อไปได้ วิธีที่สองคือการทำ retargeting กับกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมในเว็บไซต์ของบริษัท ระบบสามารถจำและสร้างชื่อให้ปรากฏบนเฟสบุ๊คเพื่อการยิงโฆษณาต่อไปได้ เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพของเฟสบุ๊ค ความแตกต่างระหว่างการจำข้อมูลของเฟสบุ๊คกับเว็บไซต์คือเฟสบุ๊คจำคน แต่เว็บไซต์จำเครื่องดังนั้นเวลาทำโฆษณาหรือทำการตลาดจึงตรงไปสู่กลุ่มเป้าหมาย

การทำ lookalike Audiences เป็นการแสวงหาลูกค้าใหม่ๆ จากเชื้อของลูกค้าเก่าๆ ที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน วิธีการนี้จะทำได้ต่อเมื่อมีกลุ่มเป้าหมายบนเฟสบุ๊ค เว็บไซต์แล้ว และให้นำกลุ่มนี้ไปให้เฟสบุ๊คหาคนที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงที่ว่านี้มาให้ เป็นสิ่งที่เฟสบุ๊คสามารถทำได้ และมีความแม่นยำสูง หากลุ่มใหม่มาให้เพื่อให้เราส่ง Facebook ad ให้กับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนั้นได้
“ เฟสบุ๊คจะนำโครงสร้างข้อมูลของเราไปจัดเรียงหาคนที่มีคุณสมบัติเหมือนมากที่สุดลำดับเรื่อยลงไป และจะคัดเฉพาะที่เหมือน 10 % แรกมาให้เลือกว่าเราต้องการเท่าไหร่ วิธีการนี้ช่วยในการเพิ่ม reach ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”คุณ รฐิยา กล่าว
Solution ล่าสุดที่เฟสบุ๊คสามารถจัดหาลูกค้าได้จากวีดิโอที่เราผลิตแล้วโพสต์ขึ้นมา เฟสบุ๊คสามารถจับคนที่เข้ามาดูได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเข้าดูประมาณ 3 วินาที กับอีกกลุ่มติดตามมากกว่า 95 % ของเนื้อหาทั้งหมด เฟสบุ๊คจะจับกลุ่มเหล่านี้ให้เรามาทำการตลาดหรือส่งโฆษณา เนื้อหาต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างคนเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายแล้วไปหาคนที่มีคุณลักษณะคล้ายๆ แบบนี้มาให้เราทำการตลาดต่อได้
ทางด้านหลักการทำเนื้อหา ให้ยึดหลักเสมอว่า เวลาขายสินค้าออนไลน์นั้นขายมากกว่าสินค้า เป็นการขายไลฟ์สไตล์ เวลาทำเนื้อหาให้ลงทุนเกี่ยวกับการถ่ายภาพและวีดิโอ เวลาทำสินค้าควรทำเนื้อหาทั้งส่วนที่เกี่ยวกับตัวสินค้า และอรรถประโยชน์ใช้สอย นอกจากนี้สำคัญอีกประการหนึ่งการทำเนื้อหาต้องคำนึงเสมอว่าได้ทำกับคนในระดับของการตัดสินใจ ถ้าอยู่ในระดับที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ เป็นช่วงของการสร้าง Awareness เนื้อหาที่คุยก็ต้องเกี่ยวกับแบรนด์เรื่องราวประวัติต่างๆ เมื่อรู้จักกันระยะหนึ่งค่อยเข้าสู่ตัวสินค้า ถ้าตอนสุดท้ายเป็นเรื่องวัดใจกันก็สามารถนำเอา promotion การให้ส่วนลดมาใช้ในช่วงนี้ได้