อุตสาหกรรมรถยนต์เมียนมาร์กำลังโตวันโตคืน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ปี 1905 เป็นปีเริ่มต้นที่รถยนต์นำเข้าจำนวน 1,559 คันแรกเข้ามาวิ่งในเมียนมาร์ ส่งผลทำให้ในปีถัดมาเมียนมาร์จึงจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบรถยนต์ผ่าน  ”กฎหมายลงทะเบียนรถยนต์ (Automobile Registration Act 1906)” ฉบับแรก จากที่ไม่เคยมีกติกามาก่อนเลย ต่อมาในปี 1962 มีการนำเข้ารถยนต์เพิ่มเป็นหลายเท่าตัวเป็นจำนวน 30,068 คัน และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลามากกว่า 100 ปีแล้วที่รถยนต์นำเข้าโลดแล่นในเมียนมาร์

ในปี 2013 จำนวนรถยนต์ทุกประเภทในเมียนมาร์ได้โตแบบก้าวกระโดด เราจะได้เห็นรถใหม่ๆ มีมากขึ้นในเมียนมาร์ทั้งรถส่วนตัวและโดยสาร แต่ก่อนจะลงไปในรายะเอียดว่าอะไรคือสาเหตุที่จะทำให้จำนวนรถเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวมของเมียนมาร์ “เปลี่ยนโฉมหน้า” ไปดูตัวเลขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 พบว่าขณะนี้จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่วิ่งบนถนนเมียนมาร์มีจำนวน 3.6 ล้านคัน ในเมืองหลักของเมียนมาร์ 15 เมือง โดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ของรถ ได้แก่ รถยนต์ส่วนตัว รถบรรทุก รถแท็กซี่ รถใช้ในทางการเกษตรกรรม และรถมอเตอร์ไซด์ พบว่าจำนวนรถยนต์รวมทุกประเภทในเขตมัณฑะเลย์มีมากที่สุดในเมียนมาร์ที่มีอยู่จำนวนเกือบหนึ่งล้านคัน ซึ่งมีมากกว่าเมืองเศรษฐกิจอย่างย่างกุ้งที่มีจำนวนเพียง 347,045 คันเท่านั้น

 เหตุที่เมืองมัณฑะเลย์มีจำนวนรถยนต์มากกว่าย่างกุ้งเพราะเขตมัณฑะเลย์มีจำนวนของรถมอเตอร์ไซด์จำนวน 910,070 คัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดในมัณฑะเลย์ และเป็นจำนวนรถมอเตอร์ไซด์ที่มากที่สุดในเมียนมาร์คิดเป็นร้อยละ 28 ของจำนวนรถมอเตอร์ไซด์รวมในเมียนมาร์ จำนวนรถมอเตอร์ไซด์ในเมียนมาร์มีจำนวนทั้งหมด 3.2 ล้านคัน ส่วนใหญ่เป็นรถมอเตอร์ไซด์จากจีนและญีปุ่น

ส่วนเมืองย่างกุ้งนั้นรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนตัวคิดเป็นร้อยละ 56 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดในย่างกุ้ง ในเมียนมาร์มีรถยนต์ส่วนตัวทั้งหมด 284,441 คัน ฉะนั้นเฉพาะในย่างกุ้งจะมีรถยนต์ส่วนตัวมากที่สุดในเมียนมาร์ คิดเป็นร้อยละ 70 ขอวกกลับมาที่รถมอเตอร์ไซด์อีกครั้ง นอกจากสำหรับมัณฑะเลย์ที่มีมอเตอร์ไซด์มากกว่าเมืองอื่นๆ แล้ว ยังมีเมืองที่มีรถมอเตอร์ไซด์รองลงมาได้แก่ เขตสะกาย (Sagaing) ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนของเขตมัณฑะเลย์ ตามด้วยเขตมาเกว (Magway) ส่วนรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น รถบรรทุกทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตย่างกุ้ง

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมารัฐบาลเมียนมาร์ได้มีนโยบายการทดแทนรถยนต์เก่า (Old Car Replacement Plan) ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์เชิงพาณิชย์ เพื่อต้องการขจัดรถยนต์เก่าๆ ให้หมดไปจากท้องถนน เลยส่งผลให้ขณะนี้รถยนต์ใหม่ๆ วิ่งกันเพิ่มมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ของเมียนมาร์ นอกจากในปี 2012 รัฐบาลยังอนุญาตให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปสามารถนำเข้ารถยนต์ใหม่เข้ามาไดใช้ได้โดยตรง

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นโรงงานผลิตและโชว์รูมของรถยนต์แบรนด์ชั้นนำของโลกเกิดขึ้นในเมียนมาร์มากขึ้น ปัจจุบันก็มีกลุ่มบริษัทรถยนต์ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐฯ และเยอรมันที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์ในเมียนมาร์ เริ่มจากรถยนต์โตโยต้าที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อแรกที่เข้ามาในเมียนมาร์เมื่อปี 1956 จะมีการตั้งสำนักงานการให้บริการและศูนย์ซ่อมอย่างเป็นทางการในปี 2014 ที่เมืองมัณฑะเลย์และเนปิดอร์ภายใต้ชื่อบริษัท “Toyota Tsusho Asia Pacific (TTAP)” โดยบริษัทการค้าญี่ปุ่นที่ชื่อ Toyata Tsusho Corporation ถือหุ้น 75% ที่เหลือเป็นของเมียนมาร์โดยบริษัท Aye & Sons โดยตั้งที่เขตอุตสาหกรรม Shwe Than Lwin Industrial Zone ที่เมือง Hlaing Tharyar ในย่างกุ้งเมื่อกลางปี 2013

ส่วนบริษัท Nissan จะจำหน่ายรถยนต์โดยผ่านบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ของมาเลเซียที่ชื่อ “Tan Chong Motor Holding Berhad” มีโชว์รูมและศูนย์บริการที่ย่างกุ้งและมีแผนตั้งโรงงานที่พะโคในปี 2015 กำลังการผลิต 10,000 คันต่อปี รถยนต์ซูซูกิจะ ลงทุน 7 ล้านเหรียญเพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก  บริษัท MMC (Mitsubishi Motors Corporation) ถือหุ้น 60% ร่วมกับบริษัท Yoma Strategic Holding (YSH) ของสิงคโปร์ เพื่อนำเข้ารถยนต์มิตซูบิชิมาขายในเมียนมาร์เมื่อกลางปี 2013

ส่วนบริษัทฮอนด้ามีแผนที่จะโรงงานผลิตรถมอเตอร์ไซด์เท่านั้น บริษัททาทามีการตั้งบริษัท Apex Greatest Industrial เพื่อนำเข้ารถยนต์ทาทานาโนมาจำหน่ายรวมทั้งศูนย์บริการ ส่วนบริษัทฟอร์ดจะตั้งโชว์รูมและศูนย์บริการเพื่อจำหน่ายรุ่น “Ford Ranger” บริษัท Super Seven Stars (SSS) ของนักลงทุนเมียนมาร์ที่เป็นดีลเลอร์จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ “KIA”  รถยนต์ GM ของสหรัฐฯ ร่วมทุนกับบริษัท Pacific Alpine ของสิงคโปร์เพื่อทำโชวร์รูมนำเข้า

สำหรับรถยนต์พรีเมี่ยมอย่างเมอร์เซเดส เบนซ์ และบีเอ็ม โดยเบนซ์เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการที่ย่างกุ้งผ่านบริษัทของสิงคโปร์ที่ชื่อ “Jardin Cycle & Carriage” ส่วนบีเอ็มนั้นจะเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการร่วมกับบริษัท De Formosa Group ของไต้หวัน และโวคสวาแกนก็ร่วมกับบริษัท YSH ตั้งศูนย์บริการในย่างกุ้ง

สิ่งที่ผมไล่เรียงมาข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่าในระยะไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าตลาดรถยนต์ของเมียนมาร์จะก้าวกระโดดเพิ่มเป็น 5 ล้านคัน แต่ยังเป็นตลาดรถยนต์นำเข้าเสียส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 90 ที่เหลือเป็นการผลิตจากโรงงานรถยนต์ในเมียนมาร์ การที่บริษัทรถยนต์ต่างชาติข้างต้นเข้ามาทำตลาดในเมียนมาร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ จะส่งผลทำให้ธุรกิจรถยนต์ที่เกี่ยวข้องมีอนาคตและมูลค่ามากขึ้น เริ่มตั้งแต่ปริมาณการขายรถยนต์มือหนึ่ง ตามมาด้วยธุรกิจซ่อมรถยนต์ ธุรกิจเต้นรถมือสอง ธุรกิจคาร์แคร์ ธุรกิจประดับยนต์ ธุรกิจเครื่องเสียง และธุรกิจจำหน่ายอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ อย่างไรก็ตามปัญหาของตลาดรถยนต์ของเมียนมาร์คือภาษีทียังสูงอยู่เพราะรัฐบาลต้องการหารายได้ นอกจากนี้ภาษีการลงทะเบียน (Registration Tax) ค่อนข้างสูงมาก เริ่มตั้งแต่ 5% ถึง 120%