นักวิชาการแนะเอสเอ็มอีไทยผนึกเอสเอ็มอี CLMV รุกตลาดจีน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับทีมข่าวสมาร์ทเอสเอ็มอีว่า หากมองในมิติการค้าการลงทุนระหว่างอาเซียนกับประเทศจีน จะพบว่าปัจจุบันนักธุรกิจจีนรุกเข้ามาทำธุรกิจในอาเซียนและไทยเป็นจำนวนมาก หากอาเซียนไม่ร่วมมือกันให้ดีก็จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตกและไม่มีพลัง ผู้ประกอบการในอาเซียนจึงควรรวมตัวกันเพื่อพัฒนาและหาช่องทางทำธุรกิจในประเทศจีน

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า “ไทยอยู่ใกล้กับ CLMV ดังนั้นเอสเอ็มอีไทยควรเป็นตัวกลางในการประสานกับเอสเอ็มอีของ CLMV เพื่อจะไปทำธุรกิจกับประเทศจีน ผมจะไม่ใช้คำว่าต่อสู้กันทางการค้า ผมจะใช้คำว่ามาร่วมมือกันทางธุรกิจ CLMV กับเราก็ได้ CLMV กับเราแล้วไปจีน ก็ต่างคนต่างได้ซึ่งกันและกัน”

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่การขาดแคลนแรงงาน, ขาดแคลนวัตถุดิบ, ต้นทุนการทำธุรกิจแพง และปีหน้าไทยจะถูกอียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) แต่ CLMV มีทั้งแรงงาน, วัตถุดิบ, สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร และต้นทุนการทำธุรกิจก็ต่ำกว่าไทย (แม้จะสูง แต่ก็ยังต่ำกว่าไทย)

“เราจะพัฒนาร่วมกับเอสเอ็มอีใน CLMV อย่างไร เราไปช่วย CLMV พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาแรงงาน ไปช่วยเอสเอ็มอีใน CLMV ในการทำตลาด เราสามารถไปเติมเต็มให้เขา เพราะเขายังขาดเรื่องทักษะของแรงงาน, มาร์เก็ตติ้ง, แพคเกจจิ้ง รวมถึงการบริหารจัดการ ซึ่งจะเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”

ประเด็นสำคัญก็คือ ประเทศในกลุ่ม CLMV มีภูมิประเทศติดกับประเทศจีนและอินเดีย หากเอสเอ็มอีไทยร่วมมือกับเอสเอ็มอีจาก CLMV ก็จะสามารถผลิตสินค้าส่งไปขายประเทศจีน, อินเดีย, ยุโรป, อเมริกา เป็นต้น

ดร.อัทธ์  กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรทำเพื่อช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจในต่างแดนก็คือ การไปเจรจากับรัฐบาลในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกรุยทางให้เอกชนไปตั้งศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย นอกจากนั้นรัฐยังควรจัดทำข้อมูลด้านการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกในแต่ละประเทศ แต่การจัดทำข้อมูลต้องลงลึกเป็นรายสินค้า รายเมือง และรายมณฑล ทั้งนี้เนื่องจากการจัดทำข้อมูลในปัจจุบันเป็นไปอย่างกระจัดกระจายและยังไม่ลงลึกเพียงพอ 

ขอบคุณภาพจาก wantchinatimes.com