Bandung : เมืองอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซีย


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ผมอยู่ที่โรงแรม Aston Braga ตั้งอยู่ที่ Jl.Braga No.99-101 เมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตก จังหวัดชวาตะวันตก ถ้าเป็นภาษา Bahasa เรียกว่า “Jawa Barat” เป็นจังหวัดที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมากเป็นอันดับสองรองจากจาการ์ต้า มีประชากรในปี 2556 เท่ากับ 45 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดในอินโดนีเซีย เมืองหลวงคือ “บันดุง (Bandung)”   ปี พ.ศ. 2556 เมืองบันดุงมีจำนวนประชากรประมาณ 2,483,977 คน  เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.56  เมื่อเทียบกับประชากรในปี พ.ศ. 2555 เป็นประชากรเพศชาย 1,260,565 คน และประชากรเพศหญิง 1,223,412 คน เมืองบันดุงอยู่ห่างจากจาการ์ต้า 180 กิโลเมตร

สภาพอากาศเมืองบันดุงที่มีสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นมรสุม เนื่องจากระดับความสูงของเมืองบันดุงสูงกว่าเมืองต่างๆ ทำให้บันดุงมีอากาศเย็นกว่าหลายๆ เมืองในอินโดนีเซีย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 23.6 ° C (74.5 ° F) ตลอดทั้งปี มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย อยู่ที่ 1,000 มิลลิเมตรในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกเฉียงใต้ และ 3,500 มิลลิเมตรในทางเหนือของเมือง ฤดูฝนจะมีประมาณเดือนพฤศจิกายน – เมษายน ช่วงเย็นๆ ของทั้งปีอากาศที่บันดุงจะเย็นสบายๆ ด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมืองบันดุงในปี พ.ศ. 2555 ประมาณ  111,121,551 ล้านรูเปีย (299,519 ล้านบาท)  เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 คิดเป็นร้อยละ16.22 ขณะที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ปี พ.ศ. 2555 ประมาณ   45,135,932 รูเปีย เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 คิดเป็นร้อยละ 15.08

ในตัวเมืองบันดุงมีอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายอุตสาหกรรม แต่ที่น่าสนใจก็คือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า เพราะทั่วทั้งเมืองจะเห็นร้านค้าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้า  หากเราไปดูประวัติของการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของเมืองบันดุงนั้น ได้เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 1970 โดยมีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอินโดนีเซียและเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น ตลอดช่วง 10 ปีแรกของการพัฒนานั้น มูลค่าการผลิตไม่ได้ขยายตัวมากนักเป็นเพราะยังขาดเทคโนโลยี่ในการพัฒนา แต่หลังจากปี 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเสื้อผ้า จึงเริ่มเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหลายประเภท เห็นได้จากการที่นักลงทุนจากเกาหลีใต้และไต้หวันเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น

ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียและเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในบันดุงและอินโดนีเซีย เพราะมีการนำเทคนิคใหม่และเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี่ในการผลิตเสื้อผ้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ ช่วงนี้จึงมีอัตราการขยายตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1997 แต่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียก็เข้าสู่ยุคตกต่ำเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอาเซียนในปี 1997 เพราะขาดเงินทุนในการพัฒนา สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยเงินทุนในกับบริษัทเสื้อผ้า ก่อนหน้านี้บริษัทเสื้อผ้าสามารถกู้ได้อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากวิฤกติปี 1997 บริษัทเหล่านี้กู้ได้เพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หลังจากปี 2003 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าได้ถูกรัฐบาลปลุกให้ตื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจนกระทั้งปัจจุบัน

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าในเมืองบันดุงมีจำนวนมากกว่า 10,000 ร้าน ส่วนใหญ่มีขนาดธุรกิจเป็น SMEs หากเราไปเดินตามท้องตลาดในตัวเมืองก็จะพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่เป็น “ร้านขายเสื้อผ้า” เสื้อผ้าที่ผลิตร้อยละ 95 ส่งไปยังตลาดเสื้อผ้า ‘Tahah Abang’ ซึ่งเป็นตลาดเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียและใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลาดแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงจาการ์ต้า มีร้านค้าเป็นหลักหมื่นก็ว่าได้ 

กลับมาที่เมืองบันดุงอีกครับ ผมได้มีโอกาสไปคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ชื่อว่า “C59” ก็พบว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียเน้นแรงงานเป็นหลัก วัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ด้วยจำนวนจำนวนประชากรที่มาก รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ให้เกิดการจ้างงาน ฉะนั้นในโรงงานเสื้อผ้าเกือบทั้งหมดเป็นยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย หากเทียบกับโรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทยที่มีกระบวนการผลิตด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสในการทำธุรกิจของคนไทย ที่เข้ามาร่วมกับนักลงทุนในท้องถิ่นเพื่อเติมเต็มด้านเทคโนโลยี ด้วยความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้บันดุงที่มีประชากรวัยทำงานประมาณ 1,064,176 คน อยู่ในภาคการค้ามากที่สุด ประมาณ 377,626 คน คิดเป็นร้อยละ 35.49 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด รองลงมาอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ประมาณ 261,794 คน คิดเป็นร้อยละ 24.60 ภาคบริการประมาณ 210,078 คน คิดเป็นร้อยละ 19.74 ภาคการเงินประมาณ 204,109 คน คิดเป็นร้อยละ 19.18 และภาคเกษตรกรรมประมาณ  10,540 คน คิดเป็นร้อยละ 0.99 ทั้งนี้ ประชากรในวัยทำงานร้อยละ 64.98 เป็นประชากรเพศชาย และร้อยละ 35.02 เป็นเพศหญิง

 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อปีในเมืองบันดุง ได้เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2556 มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 1,538,703 รูเปีย/ปี (จาการ์ต้าค่าจ้างอยู่ที่ 4,400,000 รูเปี้ย) สินค้าส่งออกที่สำคัญของเมืองบันดุง ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ในปี พ.ศ. 2555 เมืองบันดุงมีการส่งออกสิ่งทอมากที่สุด เป็นมูลค่า 282,915,845.07 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดในปี พ.ศ. 2555 เป็นมูลค่า 669,215,754.74 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ที่มีมูลค่า 653,590,705.66 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 2.39

แม้ว่าเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวหนึ่งของเมืองบันดุงจะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าก็ตาม แต่จุดอ่อนของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของเมืองบันดุงก็คือ การเป็นธุรกิจ “SMEs” ที่ยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต (เมือเทียบกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทย) ผมได้สอบถามนักธุรกิจเสื้อผ้าของบันดุงว่า หากนักธุรกิจไทยต้องการร่วมทุนด้วยโดยการนำเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเข้ามาเติมเต็มธุรกิจของไทยเพื่อการตอบรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น นักธุรกิจของบันดุง “ไม่สนใจสักเท่าไรครับ” และที่สำคัญคือรัฐบาลอินโดนีเซียต้องการวางตำแหน่งอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เป็นอุตสาหกรรมที่ “เน้นแรงงานเป็นหลัก (Labor Intensive)” เพราะด้วยประชาชนของอินโดนีเซียที่มีอยู่มาก การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาสู่กระบวนการผลิต ก็เท่ากับว่าต้องลดจำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมลง ปัญหาที่ตามมาก็คือ “คนอินโดนีเซียว่างงาน” รัฐบาลอินโดนีเซียก็คงอยู่บริหารประเทศลำบากเพิ่มขึ้น แต่การเติมเต็มด้านการออกแบบที่ตอบสนองตลาดโลกนั้น นักธุรกิจบันดุงยังสนใจครับ