ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ “พฤติกรรมของผู้บริโภคในกรุงเทพฯในช่วงวันวาเลนไทน์ปี 2558” จากกลุ่มผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ อายุระหว่าง 15-39 ปี พบว่าคนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 78.0 ให้ความสนใจทำกิจกรรมในเทศกาลวาเลนไทน์
จากผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า วัยรุ่นชอบให้ดอกไม้ ส่วนวัยทำงานเน้นออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ในแต่ละช่วงอายุ สำหรับกิจกรรมที่ได้รับความนิยมของคนกรุงเทพฯ ในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้
-
กลุ่มวัยรุ่น อายุ15-24ปี ได้แก่ การมอบดอกไม้ให้กัน คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 67 เนื่องจากในช่วงวัยนี้ ชื่นชอบการแสดงออกทางความรักที่ชัดเจน และดอกไม้ก็เป็นสื่อความรักที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่วัยรุ่น รองลงมาคือ ให้ช็อคโกแลต ร้อยละ 52 ดูหนัง/ฟังเพลงนอกบ้าน ร้อยละ 46 ตามลำดับ
-
กลุ่มวัยทำงาน อายุ 25-39 ปี กิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้อยละ 61 แต่การมอบดอกไม้ให้แก่กันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ตามมาด้วยการออกไปเดินเล่นช็อปปิ้ง ร้อยละ 31 ตามลำดับ
ซึ่งหากพิจารณาถึงบุคคลที่จะร่วมทำกิจกรรมด้วยในช่วงวาเลนไทน์ จะพบว่า คู่รักหรือแฟนเป็นบุคคลที่คนกรุงฯ สนใจจะใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกันมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 รองลงมาคือ บุคคลในครอบครัวและเพื่อนฝูง
สื่อรักแทนใจ
สื่อรักแทนใจที่นิยม ให้เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ ซึ่งสร้างความคึกคักให้ภาคธุรกิจอยู่ไม่น้อย โดยในปีนี้น่าจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายมากพอสมควร ด้วยแรงหนุนจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายแตกต่างจากปีก่อน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยและมีแนวโน้มทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ ร่วมกับคู่รัก เพื่อนฝูงและครอบครัวในเทศกาลแห่งความรักที่ใกล้จะมาถึงนี้
-
ดอกกุหลาบ จะกลับมาฮิตอีกครั้งในปีนี้ หลังจากปีที่แล้วลดบทบาทลงและถูกทดแทนด้วยของขวัญอื่นๆ โดยในปีนี้คนกรุงเทพฯ สนใจซื้อดอกไม้เพื่อมอบให้แก่คนรักคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52 โดยดอกกุหลาบที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นดอกกุหลาบสีแดง ร้อยละ 67 ซึ่งสีแดงบ่งบอกถึงการแอบปลื้มและตกหลุมรัก ดังนั้น จึงเป็นสื่อแทนใจของหนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี โดยจะมีการเลือกซื้อดอกไม้ผ่านร้านจัดดอกไม้ทั่วไปเป็นหลัก ร้อยละ 64 เนื่องจากสามารถเลือกสรรได้อย่างหลากหลาย ทั้งจำนวนและขนาดของดอก รวมไปถึงรูปแบบการจัดช่อ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า งบประมาณสำหรับการเลือกซื้อดอกไม้เพื่อมอบให้คู่รักในวันวาเลนไทน์เฉลี่ยแล้วจะตกอยู่ที่ประมาณ 275 บาท/คน ประเด็นด้านราคาของดอกกุหลาบ จากการสำรวจพบว่า มีราคาใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งในช่วงก่อนช่วงวาเลนไทน์ประมาณ 1 สัปดาห์ ราคาดอกกุหลาบจะค่อยๆ ขยับขึ้น และเมื่อถึงคืนวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ ราคาจะพุ่งสูงกว่าช่วงปกติราว 2-3 เท่า แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และขนาด
-
ช็อคโกแลต ของขวัญโดนใจคนกรุงฯ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยรุ่น นอกเหนือจากดอกไม้แล้ว สินค้า/ของขวัญโดนใจที่คนกรุงเทพฯ นิยมมอบให้กับคนรักในปีนี้ ยังคงเป็นช็อคโกแลต ร้อยละ 47 เนื่องจากเป็นสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม และมีให้เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งรสชาติหรือระดับราคา ซึ่งปัจจุบันมีการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงามแปลกตา น่าซื้อหามามอบเพื่อเป็นของขวัญมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่ต้องการสินค้าที่แสดงถึงความสดใสน่ารัก ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ในขณะที่สินค้าที่ได้รับความนิยมรองลงมา ได้แก่ สินค้าในกลุ่มแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ร้อยละ 31 และกลุ่มสินค้าเครื่องประดับ ร้อยละ 20 ตามลำดับ ในขณะที่งบประมาณสำหรับการเลือกซื้อของขวัญเพื่อมอบให้คู่รักในวันวาเลนไทน์เฉลี่ยแล้วจะตกอยู่ที่ราว 725 บาท/คน
กว่าร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกซื้อสินค้าดังกล่าวในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก เนื่องจากสะดวกและมีสินค้าให้เลือกสรรหลากหลายประเภท สามารถเปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่นได้ ในขณะที่กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันวาเลนไทน์มากที่สุด คือ กลยุทธ์ด้านราคา ร้อยละ 35 ซึ่งหากผู้ประกอบการทำการตลาดโดยใช้กลยุทธ์นี้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้า ก็น่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้พอสมควร
กิจกรรมพิเศษในวันวาเลนไทน์
-
ทานข้าวนอกบ้าน ครองใจคนกรุงฯ ถูกใจวัยทำงาน: คนกรุงฯ กว่าร้อยละ 60 นิยมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในช่วงวันวาเลนไทน์ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเป็นวันที่มีความพิเศษ การสรรหาร้านอาหารที่บรรยากาศดีและชวนคนรู้ใจไปร่วมรับประทานอาหารด้วย จะทำให้เกิดความประทับใจ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะวัยทำงาน ซึ่งไม่จำกัดแต่การพาคู่รักไปรับประทานอาหาร ยังสามารถชวนบุคคลในครอบครัวและเพื่อนฝูงไปรับประทานร่วมกันได้ ซึ่งปกติร้านอาหารมักจะมีการจัดโปรโมชั่นหรือเมนูที่น่าสนใจออกมาดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้าไปใช้บริการ นอกจากนี้ กิจกรรมอื่นๆ ที่ได้รับความสนใจในช่วงวาเลนไทน์ ได้แก่ การดูหนัง/ฟังเพลงนอกบ้าน และการเดินเล่นช็อปปิ้งผ่อนคลาย เป็นต้น โดยงบประมาณสำหรับกิจกรรมในส่วนนี้ เฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 750 บาท/คน
-
บอกรักออนไลน์ ยังดึงดูดความสนใจจากกลุ่มวัยรุ่น/วัยทำงานได้เป็นอย่างดี จากผลการสำรวจ พบว่า คนกรุงเทพฯ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย สนใจที่จะแสดงความรักผ่านสื่อออนไลน์อย่าง Social Media คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 94 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ Social Media ได้รับความนิยมสูงเพิ่มขึ้นทุกปี มาจากการเข้าสู่สังคมดิจิตอล รวมถึงการเติบโตของสมาร์ทโฟนและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของกลุ่มเป้าหมาย ที่ส่งผลให้Social Media ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการใช้หรือเล่น Social Media เป็นประจำอยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมากเมื่อเทียบกับการซื้อของขวัญหรือทำกิจกรรมอื่นๆ รวมไปถึงสามารถรับส่งข้อความได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงจากกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ App. Chat ต่างๆ อาทิ Line, whatsApp คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 84 ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการส่งข้อความ หรือสติ๊กเกอร์ที่สื่อถึงความรักได้ค่อนข้างตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การจับจ่ายในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ของคนกรุงเทพฯ ปี 2558 จะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวาเลนไทน์ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาท/คน สำหรับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี ในขณะที่วัยทำงาน (อายุ 25-39 ปี) จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขยับขึ้นมาที่ 2,300 บาท/คน เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ สาเหตุที่ค่าใช้จ่ายในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นผลมาจากวาเลนไทน์ในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มคนทำงานบางกลุ่ม จึงทำให้จำนวนคนที่สนใจทำกิจกรรมวาเลนไทน์ในปีนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ประกอบกับบรรยากาศวาเลนไทน์ในปีนี้ คาดว่าจะกลับมาคึกคักมากขึ้นกว่าปีที่แล้วที่มีปัญหาทางการเมือง ดังนั้น คาดว่าวาเลนไทน์ในปีนี้คนกรุงเทพฯ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็น่าจะออกมาร่วมทำกิจกรรมและมีการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเกาะกระแสความนิยม อาจจะปรับกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ของสินค้าและแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้สินค้ามีความน่าสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ท่ามกลางกระแสเทศกาลแห่งความรักแบบนี้