สิงคโปร์เพิ่มรายจ่ายภาครัฐ เพิ่มภาษีผู้มีรายได้สูง


สำนักข่าวรอยเตอร์ กล่าวว่า นายทาร์มาน ชานมูการัตนัม รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ เปิดเผยแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, ผลประโยชน์ที่สูงขึ้นเมื่อเกษียณอายุ พร้อมประกาศว่าในการช่วยจ่ายภาระที่สูงขึ้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะปรับเพิ่มขึ้นสำหรับบุคคลที่มีรายได้สูงใน 2 ปี ทั้งนี้พรรคพีเพิลส์ แอคชั่น ปาร์ตี้ (PAP) อยู่ในอำนาจตั้งแต่มีการประกาศเอกราชในปี 2508 และได้รับเครดิตในการเปลี่ยนสิงคโปร์จากเมืองท่าอาณานิคมเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ส่วนแบ่งคะแนนเสียงที่ได้ของพรรคพีเพิลส์ แอคชั่น ปาร์ตี้ลดลงเหลือ 60% จาก 67% จากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า และพรรคก็ได้พยายามแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าครองชีพที่สูง, ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างกว้างขึ้น และพนักงานต่างชาติที่มีเป็นจำนวนมาก โดยนายชัว ฮัก บิน (Chua Hak Bin) นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริลลินช์ กล่าวว่า งบประมาณนี้มุ่งไปที่การลดความไม่เท่าเทียมทางด้านสังคมและรายได้ ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งหน้าสามารถรอได้จนถึงเดือนมกราคม ปี 2560 แต่ก็มีการคาดกันว่าอาจจะมีการเลือกตั้งเร็วๆนี้หลังจากสิงคโปร์ทำการเฉลิมฉลองครอบรอบ 50 ปีของการเป็นเอกราชในเดือนสิงหาคม

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์ก็ดูเฉื่อยชา และนายทาร์มาน กล่าวว่า สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันก็ไม่ใช่แค่ความท้าทายชั่วคราว โดยสิงคโปร์คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวระหว่าง 2-4% ในปี 2558 เปรียบเทียบกับการเติบโต 2.9% ในปี 2557 รัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์ คาดว่าสิงคโปร์จะมีงบประมาณขาดดุล 6.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปีการเงินใหม่ เปรียบเทียบกับการขาดดุล 130ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปีการเงินปัจจุบัน

นายทาร์มาน กล่าวว่า เราต้องทบทวนภาษีในประเทศ ดังนั้นเราจึงทำให้ฐานะทางการคลังเข้มแข็งขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว โดยในปี 2559 บุคคลที่มีรายได้มากกว่า 320,000 ดอลลาร์สิงคโปร์จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 22% เพิ่มจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 20% นอกจากนั้น รัฐบาลจะขยายโครงการเครดิตค่าจ้าง ซึ่งทำการอุดหนุนการเพิ่มเงินเดือนสำหรับพนักงานที่มีรายได้ต่ำ ทั้งนี้นายทาร์มาน กล่าวว่า คลัสเตอร์การเติบโตในอนาคตจะอยู่ที่วิทยาศาสตร์สุขภาพประยุกต์ เช่น การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ใหม่, โลจิสติกส์ และการบินและอวกาศ (aerospace)

เครดิตภาพจาก telegraph.co.uk