เอสซีจี, ไทยเบฟ, ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ แนะผู้ประกอบการไทยปรับตัวและรุกตลาดซีแอลเอ็มวี เริ่มแรกลองส่งสินค้าไปขาย ศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนเข้าไปลงทุน
ในงานสัมมนา AEC Business Forum หัวข้อ 2015:The year of AEC ที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558, คุณกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว่า ถ้าเทียบทักษะของธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยมีความเหนือกว่าประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี จึงอยากให้นักธุรกิจไทยออกไปทำธุรกิจในอาเซียน โดยเริ่มแรกอาจจะลองส่งสินค้าเข้าไปขายก่อน เข้าไปศึกษาตลาด เพื่อทำความเข้าใจกับตลาดในแต่ละประเทศ โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน คุณกานต์ แนะนำให้เริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชา โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Demand Growth ของซีเมนต์ตกประมาณ 10% ซึ่งซีเมนต์เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และธุรกิจของเอสซีจีในกัมพูชาไปได้ดีมากในทุกตัว และภาครัฐของกัมพูชาก็ค่อนข้างผ่อนปรน และเชื่อว่าปัญหาการเมืองตามชายแดนน่าจะลดน้อยลง
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยากเริ่มต้นในอาเซียน คุณกานต์ ให้มุมมองในแต่ละประเทศว่า สำหรับเมียนมาร์เพิ่งเริ่มต้น กฏหมายการลงทุน (investment law) และกฏกติกาในธุรกิจก็มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทางด้านเวียดนามอาจจะไกลและกฏกติกาต่างๆก็มีความเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก บริษัทเอสซีจีเองยังมีทีมที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฏเกณฑ์ธุรกิจในเวียดนาม สำหรับประเทศอินโดนีเซียก็อาจจะไกลไปเช่นกัน และมีประเด็นเรื่องอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) เพราะผู้นำคนใหม่ของอินโดนีเซียต้องการส่งเสริมธุรกิจภายในประเทศ
ทางด้านคุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) มองว่าถ้าจะเริ่มทำธุรกิจโดยตั้งโรงงานในอาเซียน ประเทศเวียดนามมีความน่าสนใจ เนื่องจากประชากรเวียดนามมีถึง 80 กว่าล้านคนและคงจะไปถึง 100 ล้านคน และส่วนมากเป็นแรงงานที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว (young workforce) จึงคิดว่าเวียดนามเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุดในการลงทุนทั้งในแง่ขนาดตลาดและมาร์เก็ต เพลส อีกทั้งการเดินทางไปเวียดนามก็มีความสะดวก แต่ถ้าผู้ประกอบการไทยอยากจะทำเทรดดิ้ง คิดว่าตลาดซีแอลเอ็มวีพร้อมจะรับสินค้าไทยอยู่แล้ว มีโอกาสสูงมาก คุณสนั่นยังแนะว่าก่อนที่จะเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่าไปเพื่ออะไร เช่น ไปเพราะขนาดตลาด (market-driven) หรือไปเพราะต้นทุน (cost-driven) ต้องตอบตัวเองได้ และสิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องเตรียมใจเวลาไปลงทุนที่ไหน อย่าคิดว่าจะไปเสี่ยงโชค หากมีอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีความพร้อมทางด้านการเงิน, คนและกระบวนการ และจะต้องมีคนที่นำทางไปทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ
ทางด้านคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยการเลือกเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียน ถ้าผู้ประกอบการชอบประเทศไหนเป็นพิเศษ ก็ลุยได้ทันที เพราะมีความชอบเป็นพื้นฐาน โดยอาจจะเกี่ยวโยงกับทีมงาน อาจมีพนักงานที่คุ้นเคยกับตลาดไหนก็เริ่มทำธุรกิจได้ก่อน โดยไทยเบฟเคยเข้าไปทำเทรดดิ้งในกัมพูชา เพราะทีมงานมีความคุ้นเคยและสื่อภาษาได้ จึงเป็นความพร้อมและโอกาสในช่วงเวลานั้นๆ
สำหรับกลุ่มประเทศที่ไทยเบฟให้ความสนใจ บริษัทยังไม่มองไกลถึงฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพราะสังคมวัฒนธรรมและสินค้ามีความแตกต่างจากไทย แต่ 4 ประเทศเพื่อนบ้านใน CLMV มีความผูกพันกับสังคมวัฒนธรรมของไทย สินค้าคนไทยถือว่าเป็นสินค้าพรีเมียมหรือมีคุณภาพสูงในใจผู้บริโภคกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี
ทั้งนี้คุณฐาปน มองถึงดีลการควบรวมกิจการในต่างประเทศว่า ไทยเบฟมองถึงความพร้อมของธุรกิจ และความพร้อมของคน บริษัทมีเม็ดเงินไปลงทุน ถ้าคนพร้อมถึงจะเข้าไป เราไม่ได้ผลีผลามที่จะต้องเข้าไปในวันนี้ เพราะจะเป็นการสร้างภาระให้บริษัท, สำหรับการเปิดเออีซี คุณฐาปน กล่าวว่า คนเป็นปัจจัยที่ความสำคัญสูงสุด โดยพนักงานเป็นโอกาสที่ดีที่สุด แต่ถ้าบริหารได้ไม่ดีก็จะเป็นความเสี่ยงสูงสุด และถ้าจะไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องรู้แน่ชัดและแน่ใจว่าบริษัทจะได้อะไรกลับคืนมา ไม่ใช่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป