ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ไต้หวัน


        ผู้ประกอบการค้าปลีกในไต้หวันเริ่มให้ความสำคัญกับการขายสินค้า ออนไลน์มากขึ้น แม้แต่ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีก เช่น Watson’s 7-11 RT-mart หรือแม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Uniqlo ต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าด้วยการรุกตลาดสินค้าออนไลน์

        Yahoo! เป็น Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไต้หวัน หลังจาก PC Home Online ครองส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีดออนไลน์ของไต้หวันมานาน ในปี 2013 Yahoo! Buy Mall สามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 8.7 โดย Yahoo! Taiwan มีเว็บไซต์ขายสินค้า 2 แบรนด์ อีกแบรนด์คือ Yahoo! Super City ซึ่งก็สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ร้อยละ 2.6 ทำให้ Yahoo! Taiwan สามารถครองส่วนแบ่งตลาดรวมได้มากถึงร้อยละ 11.3 ส่งผลให้สามารถดึงดูด Chain Stores และร้านค้าปลีกแบรนด์ต่าง ๆ มาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

        การปรับตัวให้เข้ากับบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่เสมอ สำหรับผู้บริโภคในไต้หวันสามารถสังเกตพฤติกรรมได้จากร้านหนังสือออนไลน์ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหนังสือของคนไต้หวันไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมนิยมไปเดินเลือกซื้อตามร้านหนังสือที่มีอยู่ทั่วไป เปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น จนทำให้ถนนที่เคยเป็นแหล่งร้านหนังสือชื่อดังของไต้หวันอย่างย่านร้านหนังสือถนนฉงชิ่งหนานลู่ เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีร้านหนังสือเหลืออยู่ในย่านนี้แล้ว กลายเป็นเพียงร้านค้าธรรมดาเข้ามาทดแทน เพราะผู้คนต่างก็หันไปซื้อหนังสือจากเว็บไซต์ขายหนังสือที่ผุดขึ้นมากมาย เช่น Books ซึ่งเป็นร้านหนังสือออนไลน์แห่งแรกของตลาดหนังสือภาษาจีน ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปลายปี 1995 จนปัจจุบันนี้ถือเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ยอดขายสูงที่สุดในไต้หวัน

        สำหรับในส่วนของแนวโน้มตลาดนั้น จากการคาดการณ์ของ Euromonitor Int’l คาดว่า ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์มีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนที่นับวันจะกลายเป็นของธรรมดาในชีวิตประจำวันเข้าไปทุกที ทั้งนี้ประเภทสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงได้แก่ Beauty and Personal Care เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.9 และ Media Products เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.0 เห็นได้ว่าเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยต่างก็มีศักยภาพสูงในตลาดโลก ประกอบกับกฏหมายของไต้หวัน ไม่ได้ห้ามผู้ประกอบการต่างชาติให้มาลงทุนในธุรกิจค้าปลีกและเปิดให้ชาวต่างชาติสามารถถือครองหุ้นได้สูงสุดในสัดส่วนร้อยละ 100 จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดมายังไต้หวันด้วยเงินลงทุนจำนวนไม่มาก แต่ควรมีการจัดทำเว็บไซต์ที่เป็นภาษาจีน (Traditional Chinese) เนื่องจากผู้บริโภคไต้หวันไม่ค่อยนิยมใช้บริการเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ และคุ้นเคยกับการใช้เว็บไซต์ภาษาจีนมากกว่า นอกจากนี้แล้ว หากผู้ประกอบการสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในไต้หวันจะสามารถช่วยในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ โดยเฉพาะตลาดผู้ใช้ภาษาจีนที่มีอยู่ทั่วโลกได้ง่าย เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ให้การยอมรับและมีความสนใจจะติดต่อกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงในไต้หวันเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถใช้ไต้หวันเป็นกระดานหกในการกระโดดเข้าสู่ตลาดได้เป็นอย่างดี

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา