อาเซียนดึงดูด FDI มากกว่าจีนเป็นปีที่สอง


เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากกว่าประเทศจีน เป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2557 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า แม้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอได้มาก (FDI: Foreign Direct Investment) แต่หากดูรายประเทศ จะพบว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและต้นทุนที่แตกต่างกันในการทำธุรกิจ

ข้อมูลที่รวบรวมจากทอมสัน รอยเตอร์ แสดงว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้เข้าสู่สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย และเวียดนาม สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 128,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2557 นั่นเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ซึ่งอยู่ที่ 119,560 ล้านดอลลาร์ โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในฟิลิปปินส์เติบโตมากที่สุดที่ 66% ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งทหารยึดอำนาจในปีที่แล้ว เอฟดีไอลดลง ในส่วนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน เอฟดีไอขยายตัว 10% แม้ว่าจะเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ในขณะที่ภาคการผลิตที่มีปัญหาของจีนกำลังสูญเสียโมเมมตัม ธุรกิจจีนจะมุ่งไปในต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและเพื่อแสวงหาตลาดใหม่ ผู้ผลิตในอาเซียนจึงควรจับตาแนวโน้มดังกล่าว โดยนายแดน มาร์ติน (Dan Martin) นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า ค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นในจีนทำให้ผู้ผลิตระดับล่างมองหาสถานที่ที่มีต้นทุนต่ำ โดยประเทศอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูด นายมาร์ติน ยังกล่าวว่า อาเซียนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว หากดูจากการชะลอตัวโดยทั่วไปในตลาดเกิดใหม่อื่นๆในช่วงที่ผ่านมา อาเซียนก็เริ่มที่จะโดดเด่นออกมา

ทั้งนี้ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองของเอเชีย ดึงดูดนักลงทุนด้วยฟื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ก็มีความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งในปี 2559 ซึ่งหมายความว่า การตัดสินใจลงทุนบางอย่างอาจถูกเลื่อนออกไป

ราคาโภคภัณฑ์ที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อเอฟดีไอในอินโดนีเซีย และส่งผลกระทบในระดับที่น้อยกว่าในมาเลเซีย โดยประธานาธิบดี โจโค วิโดโดของอินโดนีเซีย ต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในภาคการผลิตเพื่อชดเชยกับธุรกิจทรัพยากรที่มีความผันผวน แต่อินโดนีเซียก็ต้องพัฒนาอีกหลายสิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ในการท้าทายประเทศไทยให้สำเร็จ ซึ่งไทยนับเป็นผู้นำด้านการผลิตในภูมิภาค 

เครดิตภาพจาก www.scmp.com