OECD วิจารณ์นโยบายอาหารของอินโดนีเซีย


โออีซีดี วิจารณ์นโยบายอธิปไตยทางอาหารของรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกล่าวว่า เป็นนโยบายการค้าแบบปกป้องเกินไปและมีต้นทุนสูงไปสำหรับเศรษฐกิจ

เดอะ จาร์กาต้า โพสต์ รายงานว่า นโยบายพอเพียงของอินโดนีเซีย ผ่านการที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ต้องการทำให้ประเทศพึ่งพิงน้อยลงสำหรับการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อาหาร ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากโออีซีดี หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ว่าเป็นนโยบายที่อาจมีต้นทุนสูงต่อเศรษฐกิจ และกฏเกณฑ์บางอย่างต่อการส่งออกก็ไม่มีความรอบคอบ  (ill-advised) 

โออีซีดี กล่าวในรายงานสำรวจเศรษฐกิจอินโดนีเซียว่า ภาคเกษตรกรรมนับว่ามีมาตรการปกป้องการค้าและความพอเพียงที่ชัดเจนมากที่สุด นโยบายเหล่านี้มักจะผสมและสร้างความสับสนต่อวัตถุประสงค์หลายประการ รวมถึงการปกป้องรายได้ของชาวนา, บริหารความผันผวนของราคาอาหาร และบรรลุความพอเพียงอาหารแห่งชาติ โดยทำการลดการพึ่งพิงการนำเข้าจากต่างชาติ ทั้งนี้นายโจโกวี ต้องการทำให้อินโดนีเซียพึ่งพิงน้อยลงสำหรับการนำเข้าและให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการผลิตในประเทศสำหรับโภคภัณฑ์อาหาร อาทิ ข้าว, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำตาล, เนื้อวัวและปลา

นายโจโควี ได้กล่าวว่า อินโดนีเซียไม่ควรนำเข้าข้าวภายในปี 2560 และประกาศต่อสาธราณะว่า จะปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร หากทำตามเป้าหมายนี้ไม่ได้ แม้โออีซีดีจะชื่นชมนโยบายปฏิรูปการอุดหนุนราคาพลังงาน แต่เลขาธิการโออีซีดี แองเจิล กูเรีย (Angel Gurria) กล่าวว่า การผนึกรวมในภูมิภาคและการเปิดกว้างต่อการค้าเสรีจะมีความสำคัญมากต่อการกระตุ้นการเติบโต และเพิ่มความมั่งคั่งให้อินโดนีเซียและอาเซียน

โออีซีดี กล่าวในรายงานว่า การปฏิรูปได้ชะลอลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และมาตรการปกป้องการค้าบางอย่างก็ได้ถูกนำมาใช้ สำหรับประเด็นเรื่องบรรยากาศการลงทุน โออีซีดี อ้างว่า อินโดนีเซียนับเป็นประเทศที่กีดกันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุดอันดับสี่จาก 58 ประเทศ จากดัชนีกีดกันทางด้านกฏเกณฑ์ FDI ของโออีซีดี (FDI regulatory restrictiveness index)

เครดิตภาพจาก www.smh.com.au