ทำไมเลือกประเทศจีนเป็นคู่ค้า?


จีนเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังขยายตัว – ภาคการส่งออกของสหราชอาณาจักรไปยังจีนมีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านปอนด์ ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2012 สูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2011 ถึง 21%

เศรษฐกิจของจีนประสบความสำเร็จมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่นโยบาย “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” ที่เริ่มมีขึ้นในปี 1978 ประเทศจีนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เศรษฐกิจแบบ “โซเวียด” ได้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับตลาดที่มีการเคลื่อนไหวสูง และประชากร 600 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

ขณะที่เขตเศรษฐกิจหลักๆของโลกยังพยายามฟื้นตัวจากหดตัวของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของจีนกลับโตขึ้นปีละเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์มากว่า 32 ปี แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) จีนจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ปี 2016 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปสงค์ของตลาดส่งออกรายใหญ่ของจีน (ยุโรปและสหรัฐ) และนโยบายรัดเข็มขัดในปลายปี 2011 ต่อมารัฐบาลจีนเริ่มผ่อนนโยบายรัดเข็มขัดและเปิดตัวโครงการลงทุนเพื่อให้แน่ใจว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ลดต่ำกว่า “อัตราเป้าหมาย” ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์

จีนขึ้นชื่อดีเรื่องกำลังการผลิต โดยเป็นผู้ผลิตของเล่น สิ่งทอ เครื่องซักล้าง กล้อง และคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นผู้บริโภคเหล็ก เหล็กกล้า ถ่าน และซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก บริษัทเป็นล้านๆรายเติบโตก้าวหน้า และเกือบ 40 บริษัทสัญชาติจีนติดอันดับ 500 บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

กลยุทธ์การเติบโตของจีนมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยดั้งเดิม จีนจะเน้นการผลิตต้นทุนต่ำเพื่อใช้ต่อสู้ในตลาดโลก แต่ภาคการส่งออกกลับก็มีอัตราลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ อุตสาหกรรมการผลิตของจีนจึงเร่งพัฒนาห่วงโซ่การผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ด้วยการขยายตัวของอุตสาหกรรมและสังคมเมืองที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้มีตลาดเกิดขึ้นมาในวงกว้าง จักรยานและชุดแบบจีนถูกทดแทนด้วยรถยนต์กว่า 10 ล้านคัน (ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) สินค้าหรูหราระดับนานาชาติ จีนยังเป็นตลาดอุปกรณ์ไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 1.1 พันล้านคนในปลายปี 2012 และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตกว่า 564 ล้านคน (กว่า 42% ของประชากรทั้งหมด)

รัฐบาลจีนยังผลักดันการพัฒนาระบบพื้นฐานและสวัสดิการสังคมภายในประเทศอย่างมาก พัฒนาพื้นที่ที่ห่างจากตัวเมืองลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินจีน  และมุ่งที่จะเพิ่มระดับการบริโภคในประเทศให้ทั่วถึงในวงกว้าง

เหตุผลที่ลงทุนในจีน?

โอกาสทองของแบรนด์เสื้อผ้าบูติก

นักช็อปกำลังหลีกหนีจากแบรนด์เสื้อผ้าหรูหราราคาแพงอย่าง Gucci หรือ Louis Vuitton มาสู่การซื้อเสื้อผ้ากับแบรนด์ที่เล็กกว่า โอกาสนี้เปิดกว้างขึ้น เพราะถึงแม้ผู้บริโภคไม่ได้มีรายได้สูงนัก แต่พวกเขาก็กลายเป็นนักช็อปส่วนใหญ่ในจีน

ความต้องการสินค้าของแท้

ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเลือกที่จะซื้อของแท้ เนื่องจากสังคมจีนนิยมใช้จ่ายเงินไปกับเกียรติยศ ปรากฏการณ์สินค้า “เลียนแบบ” ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบรายได้ของแบรนด์ต่างประเทศอย่าง Gucci และ Chanel ในตลาดจีนมากนัก

จีนเป็นประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองและเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับสองของโลก

ด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่สูงถึง 9.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 ทำให้ประทศจีนเป็นประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ และจะไล่ตามทันในอีกไม่ช้า

ความต้องการเพิ่มการผลิตสินค้าในประเทศจีน

ประเทศจีนขาดเทคโนโลยีอันก้าวหน้าที่จะช่วยยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทต่างประเทศอาจถือข้อได้เปรียบนี้เป็นโอกาสในการลงทุนในจีน

จีนเป็นตลาดผู้บริโภคที่โตเร็วที่สุดและจะโตในระยะยาว

เป็นเวลาถึง 32 ปีแล้วที่เศรษฐกิจของจีนโตขึ้นถึงปีละเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ระบุว่าเป็นไปได้ที่จีนจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ภายปี 2016

นอกจากนั้นโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไป เกิดเมืองใหม่ขึ้นหลายเมือง และมีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งขึ้นเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอีกหลายแห่ง

สถิติภาคการส่งออกและนำเข้าของจีน (ปี 2012)

ภาคการส่งออกมีมูลค่ารวมทั้งหมด 2.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรประเภทต่างๆ เช่น อุปกรณ์ประมวลผล เครื่องตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอ หูฟังโทรศัพท์ และแผงวงจรรวม

คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ 17.2% ฮ่องกง 15.8% ญี่ปุ่น 7.4% เกาหลีใต้ 4.3% และเยอรมนี 3.4% (ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของจีน)

ภาคการนำเข้ามีมูลค่ารวมทั้งหมด 1.814 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักร น้ำมันและแร่เชื้อเพลิง อุปกรณ์ช่วยการมองเห็น อุปกรณ์ทางการแพทย์ แร่โลหะ และยานยนต์

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น 9.8% เกาหลีใต้ 9.3% สหรัฐ 7.3% เยอรมนี 5.1% และออสเตรเลีย 4.6% (ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของจีน)

การนำเข้าและส่งออกสู่ประเทศจีนโดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับภาษี 3 ประเภท คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโภคภัณฑ์ และภาษีศุลกากร

  1. ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้า

สินค้านำเข้าไปยังจีนจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับสินค้าที่ขายอยู่ภายในประเทศ (17% และ 13% ขึ้นอยู่กับประเทภทของสินค้า) ภาษีมูลค่าเพิ่มนี้สามารถชำระได้ในขั้นตอนการผ่านศุลกากร

  1. ภาษีโภคภัณฑ์สำหรับสินค้านำเข้า

สินค้าที่ต้องเสียภาษีโภคภัณฑ์ด้วยคือสินค้าหรูหรา (เข่น นาฬิการะดับไฮเอ็นด์) สรรพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (เช่น น้ำมันดีเซล) และสินค้าบริโภคที่กินพลังงานสูง (เช่น รถโดยสาร จักรยานยนต์)

ตัวเลขของภาษีโภคภัณฑ์อาจผันผวนได้มาก และสามารถคิดได้ทั้งตามมูลค่าและจำนวนของสินค้า ภาษีชนิดนี้ควรชำระภายใน 15 วันหลังศุลกากรออกใบแจ้งเรียกเก็บภาษี

  1. ภาษีศุลกากร

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าส่งออกหรือนำเข้า หากเป็นสินค้าในรายการ (จากทั้งหมด 8238 ชนิดสินค้า) จะต้องเสียภาษีศุลกากรตามระบุอัตราภาษีศุลกากรจีน (ปี 2013) ซึ่งศุลกากรอาจคิดตัวเลขภาษีตามมูลค่าหรือจำนวนของสินค้าก็ได้

 

สำหรับผู้ที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

Mr. K. PIE – Secretary

  • อีเมล์  [email protected]
  • โทร 02 2457 038 / 20 2450 088 ต่อ 2314