ผู้อำนวยการสำนักงานอเมริกา แปซิฟิก และองค์การระหว่างประเทศกำหนดเป้าหมายปี 2015 ว่าต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับการขับเคลื่อนสินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ ฯลฯ ต่อเนื่อง ตลอดจนวางนโยบายอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะลดช่องว่างการค้า และหลอมรวมทุกภูมิภาคให้เป็นแนวทางเดียวกัน
นางสาวเก็จพิรุณ เกาะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานอเมริกา แปซิฟิก และองค์การระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงปัญหาและอปสรรค์ทางด้านเศรษฐกิจปี 2015 ว่า ขณะนี้ผลการดำเนินงานที่สำคัญสู่ AEC 2015 ถูกตั้งเป้าหมายไว้คือ ต้องมีการพัฒนาการค้าทางตลาด AEC ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยให้รวมตลาดและฐานการผลิตอันหนึ่งเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนด้านสินค้าการบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินลงทุนให้กลายเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังต้องเพิ่มขีดความสามารถแข่นขันในด้านกฎหมายทางการค้าให้ครอบคลุมและพัฒนาเศรษกิจต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนการพัฒนางบประมาณผู้ประกอบการ SMEs , ลดช่องว่างการพัฒนา(CIAI) และพัฒนาการมีส่วนร่วมทางรัฐ-เอกชน(PPE) รวมไปถึงบรูณาเศรษฐกิจโลกให้มีการประสานนโยบายเศรษฐกิจในแบบเสรี พร้อมกับสร้างเครือข่ายการผลิตและการจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค
ดังนั้นทางเราจึงมองว่าจะพัฒนาสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นให้ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญตอนนี้ต้องหาข้อสรุปของอาเซียนในปี 2015 ด้วยว่ามีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อเร่งแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้ตรงจุด ฉะนั้นภายในอีก 10 ปีนี้ ทางเราได้ตั้งเป้าหมายที่พัฒนาไว้ 5 ประการ คือ 1. ต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้มีการรวมตัวและเชื่อมโยงในระดับสูง ทั้งเพิ่มการค้าสินค้าให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการมากขึ้น , ดำเนินการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของอาเซียน , ส่งเสริมความโปร่งใสของกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคต่อการบริการด้านการเงินและพัฒนาการรวมตัวของตลาดทุน ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมือและนักธุรกิจเช่นกัน รวมไปถึงต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลก(GVCs)อีกด้วย 2.มีความสามารถในการแข่งขัน มีนวัตกรรมและมีผลวัต ด้วยการเพิ่มสิ่งที่เป็นนวัตกรรมเข้ามามีบทบาททางการค้าให้มากขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งความร่วมมือด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในสิ้นปีนี้จะมีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคเห็นผลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มในเรื่องของธรรมาธิบาลมามีส่วนร่วม โดยเน้นให้มีความโปร่งใสขึ้น 3. การขยายความร่วมมือและรวมตัวรายสาขา คือ ตอนนี้ทางเราจะมองว่า ควรมีสาขาอื่น ๆ เพิ่มขึ้นบ้าง นอกเหนือจากสาขาที่มีอยู่แต่เดิม เช่น การขนส่ง,โทรคมนาคม,การเงิน,พลังงานไฟฟ้า และการท่องเที่ยว โดยจะแตกยอดออกไปอีกหลายสาขาให้ครอบคลุม 4.ปรับตัวทุกภาคส่วน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางด้วย เช่น ส่งเสริมบทบาท SMEs , ลดช่องว่างการพัฒนาให้แคบลง , เข้าถึงทางการเงินที่สำคัญ อีกทั้งประชาชนจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในศูนย์กลางที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ 5.การเป็นส่วนสำคัญของประชาคมโลก โดยจะทำความตกลงการค้าเสรีให้ทุกประเทศมีแนวคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน และปฏิสัมพันธ์กับหุ้นส่วนระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก ดังนั้นเหตุผลที่เราต้องการก่อรวมกันให้เป็นหนึ่งก็เพื่อที่จะง่ายต่อการเจราจาการค้ามายิ่งขึ้น
ส่วนทางด้านนายธวัชชัย เฮงประเสริฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ประชาคมอาเซียนมีทั้งหมด 10 ประเทศ แต่ประเทศที่มาเป็นที่หนึ่งทางด้านการตลาด คือประเทศสิงคโปร์ รองลงมาก็เป็นประเทศมาเลเซีย ฉะนั้นต้องมองว่าสิ่งไหนที่ทำให้ประเทศเขาเป็นที่หนึ่ง และกลับมามองตนเองว่าเราขาดอะไร จึงควรพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น แต่ด้วยขณะนี้ข้อดีของประเทศไทย คือ เป็นประเทศที่มีฐานหลักที่เข้มแข็งในทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และอื่น ๆ ฉะนั้นต่อไปเราจะต้องขยายสินค้าบางประเภทออกอาเซียนให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้นายพรศักดิ์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาหอการค้าไทย ได้กล่าวเสริมว่า การที่จะดำเนินธุรกิจที่ดีต้องทำความเข้าใจทั้ง 4 คำนี้ คือ 1.Business Sector 2.NGOs or QGOs 3.Government Officals และ 4.Politicians เพราะถ้าหากเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วจะทำให้เรื่องของการทำงาน สามารถทำร่วมกันไปได้ด้วยดี และขอย้ำว่า ตอนนี้อย่ามองแต่ประเทศเขาว่าก้าวไปถึงไหนแล้ว แต่ควรมองถึงข้อบกพร่องของประเทศไทยตัวเองมากกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงเป้าหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญเราต้องยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่ 1 ของอาเซียน ไม่ใช่คอยตามเขาเสมอไป พร้อมทั้งควรที่รักษามาตรฐานสินค้าของตนเอง และดูแลการผลิตให้เป็นระบบอย่างต่อเนื่องด้วย ถึงอย่างไรก็ตามนักธุรกิจทุกคนอย่าโฟกัสที่ AEC เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับและเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนถึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด