อียู-อาเซียน เตรียมฟื้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี


สหภาพยุโรป ตกลงฟื้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนหน้าการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย

สำนักข่าว Deutsche Welle‎  รายงานว่า อาเซียนและสหภาพยุโรป (EU) ได้ตกลงกันในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าจะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2550 แต่ก็ต้องมาชะงักลงในปี 2552 หลังจากที่สหภาพยุโรปมีความกังวลต่อประวัติการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนของเมียนมาร์ โดยความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่ออาเซียนเตรียมจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปีนี้

ทั้งสองฝ่ายกล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า รัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า มีความยินดีต่อโมเมมตัมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่าง 2 ภูมิภาค โดยอียูนับเป็นพาร์ทเนอร์การค้าที่ใหญ่ที่สุดลำดับสองของอาเซียน ด้วยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 248,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2557 โดยอียูคิดเป็น 21.3% ของเงินทุน (trade inflows) ที่เข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

นางเซซิเลีย มาล์มสตรอม (Cecilia Malmstrom) กรรมาธิการการค้าประจำสหภาพยุโรป กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการพูดคุยกับผู้นำอาเซียนว่า อียูมีความมุ่งมั่นที่จะมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง 2 ภูมิภาค (region-to-region free-trade agreement) แต่ก็มีความสำคัญที่เราจะทำอย่างถูกต้อง และนั่นคือเหตุผลที่เราเสนอโร้ดแม็พนี้ และมีอีเวนท์การทบทวนสถานการณ์ในช่วงปลายปีนี้ (stock-taking event) 

แถลงการณ์ร่วมระหว่างอียูและอาเซียนเกิดขึ้นหนึ่งวันก่อนที่จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือบทบาทของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ลงรอยและถกเถียงกันในหมู่สมาชิกประเทศอาเซียน โดยความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลให้เกิดแรงตึงเครียด เนื่องจากอียูนับเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน ด้วยมูลค่าการค้ามากกว่า 1 พันล้านยูโรต่อวัน จากรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป

ทั้งนี้ประเทศบรูไน, มาเลเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างอ้างสิทธิ์บางส่วนในทะเลจีนใต้ แต่จีนยังคงอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้แทบทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง โดยน่านน้ำในทะเลจีนใต้ถูกมองว่ามีความสำคัญต่ออาเซียน เนื่องจากมีสำรองพลังงานที่อุดมสมบูรณ์, มีปลาอยู่มากมาย และเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้าระหว่างประเทศ

เครดิตภาพจาก http://www.themalaysianinsider.com/