เตรียมความพร้อมก่อนส่งออกผักและผลไม้ไปต่างแดน


          หลายประเทศคู่ค้าของไทยให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัยของผักและผลไม้ จากกระแสรักสุขภาพ และข่าวการปนเปลื้อนของสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จึงมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบปริมาณสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ส่งผลให้เกิดเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า

           ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการเกษตรเนื่องจากพื้นที่ และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อีกทั้งยังได้รับไว้วางใจ และเป็นที่รู้จักอย่างมากในประเทศคู่ค้าสำคัญ ทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป จีน และฮ่องกง แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหลายประเทศที่ไทยสงออกสินค้าไป เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของสุขอนามัยของผักและผลไม้มากขึ้น จากกระแสความรักสุขภาพ และข่าวการปนเปลื้อนของสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จึงมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบศัตรูพืชและปริมาณสารพิษตกค้างในผักและผลไม้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ส่งผลให่เกิดเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า

ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกผัก และผลไม้จึงควรทราบ ศึกษา และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนดอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำควรรู้จักก่อนส่งออกสินค้าคือ

1. ใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate)

         ส่วนใหญ่ประเทศผู้นำเข้าส่วนใหญ่มีการกำหนดให้ผู้ส่งออกผักและผลไม้ต้องมีใบรับรองปลอดศัตรูพืชเพื่อแสดงต่อด่านนำเข้าจึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้  โดยผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้ต้องให้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชให้

2. ใบรับรองสารพิษตกค้าง (Certificate of Pesticide Residues)

         ในส่วนของใบรับรองสารพิษตกค้าง กรมวิชาการเกษตรมีการกำหนดให้การส่งออกผักและผลไม้บางชนิด ต้องมีใบรับรองการตรวจสารพิษก่อนแม้ว่าประเทศผู้นำเข้าไม่กำหนดเงื่อนไขของการมีใบรับรองสารพิษตกค้างก็ตาม โดยสารตกค้างที่อยู่ในเกณฑ์ตรวจสอบ คือ สารกำจัดแมลง 38 ชนิด สารกำจัดโรคพืช 7 ชนิด และสารกำจัดวัชพืช 7 ชนิด สำหรับรายละเอียดของผักและผลไม้ที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดให้ต้องตรวจสารพิษตกค้างมีดังนี้

2.1.  ผักและผลไม้ 12 ชนิด ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว ขิง (ขิงอ่อน ขิงแก่) ข้าวโพดฝักอ่อน พริก (รวมพริกแห้งและพริกป่น) หน่อไม้ฝรั่ง ลำไย ทุเรียน ลิ้นจี่ มังคุด มะม่วง มะขาม (มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว มะขามอ่อน) และส้มโอ โดยส่งออกไปสหภาพยุโรปและอีก 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

2.2.  ผัก 21 ชนิด ได้แก่ คะน้า ผักคะแยง ใบบัวบก ผักแพรว ชะอม/ส้มป่อย ใบมะกรูด กระเจี๊ยบเขียว ผักชี ยี่หร่า ใบกะเพรา ใบโหระพา ตะไคร้ ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ผักขึ้นฉ่าย ใบแมงลัก ผักเป็ด ถั่วลันเตา กะหล่ำใบ ผักชีลาว และผักกะเฉด ทั้งนี้สินค้าเหล่านี้ส่งออกไปญี่ปุ่น

3.  การจดทะเบียนผู้ส่งออก

         ในประเทศไทยผู้ประกอบการที่ส่งออกทุเรียนสดและลำไยสด จดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกก่อนถึงจะสามารถส่งออกผลไม้ทั้ง 2 ชนิดได้ และผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสับปะรดไปประเทศออสเตรเลียต้องทำการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกก่อน เนื่องจากเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีข้อกำหนดนี้ โดยกรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้ทำการจดทะเบียนให้กับผู้ส่งออก

4.  การขึ้นทะเบียนสวน

         การขึ้นทะเบียนสวนจัดทำได้โดยยื่นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตร เนื่องจากบางประเทศคู่ค้าเริ่มมีการกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องขึ้นทะเบียนสวนซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ที่ต้องการส่งออกแล้ว

        สำหรับการเตรียมเอกสารใบรับรองและการจดทะเบียนต่าง ๆ นั้น จะช่วยลดอุปสรรคในการส่งออกผักและผลไม้ของไทย และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจาก ผัก ผลไม้เป็นสิ่งที่สามารถเน่าเสียได้ หากมีการกักกันการนำเข้า หรือเพื่อตรวจสอบจะทำให้มีปัญหาการเน่าเสียได้ ซึ่งนอกจากความรู้เรื่องการรับรองและการจดทะเบียนแล้ว ผู้ประกอบการส่งออกผัก และผลไม้ควรทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อความราบรื่นในการดำเนินธุรกิจ และลดปัญหา อุปสรรคในการนำเข้าแต่ละประเทศ