อินโดนีเซียเตรียมเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ-ใช้นโยบายผสมฟื้นเศรษฐกิจ


อินโดนีเซียเตรียมเร่งการใช้จ่ายภาครัฐและเปลี่ยนการใช้นโยบายการเงินแบบผสมผสาน เพื่อฟื้นการเติบโต หลังจีดีพีไตรมาสแรกชะลอลงมากสุดตั้งแต่ปี 2552 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวช้ากว่าที่คาดที่ระดับ 4.71% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุการชะลอตัวหลักๆมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงลง และการใช้จ่ายภาครัฐที่อ่อนแอ

หลังจากหารือกับประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอากุส มาร์โตวาร์โด ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่า จะดำเนินการหลายนโยบายเพื่อฟื้นฟูการเติบโต โดยธนาคารกลางอินโดนีเซียจะร่วมมือกับรัฐบาล และจะตอบสนองด้วยรูปแบบของนโยบายผสม (policy mix) 

ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่า ในนโยบายผสม สิ่งสำคัญคือนโยบายที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน, ดอกเบี้ย, เงินสำรอง, การดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ (macro-prudential), การสื่อสาร, การประสานงานระหว่างธนาคารกลาง และการประสานงานกับรัฐบาล ทางด้านโฆษกของธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่า จะยังไม่ตัดสินใจเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยจนกระทั่งถึงวันประชุมนโยบายวันที่ 19 พฤษภาคม

หลังการประชุม รัฐบาลอินโดนีเซีย กล่าวว่า จะเร่งการใช้จ่ายทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและดำเนินหลายนโยบายเพื่อกระตุ้นดีมานด์ผู้บริโภค เช่น ผ่อนคลายภาษีสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยบางสินค้า (luxury goods), ทั้งนี้นับจนถึงวันที่ 25 เมษายน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ใช้เงินไปเพียง 7 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ 537.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นแค่ 2% ของงบประมาณ 290 ล้านล้านรูเปียห์สำหรับการใช้จ่ายในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ลดเงินอุดหนุนราคาพลังงานและได้ปล่อยเงินหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับการใช้จ่ายเงินทุนที่ถูกละเลยมานาน (capital spending) แต่หลายโปรเจ็คส์โครงสร้างพื้นฐานก็ต้องมาผูกอยู่กับความล่าช้าของระบบราชการ (red tape)