โรงงานในจีนเตรียมย้ายฐานผลิตสู่อาเซียน


ผลสำรวจชี้ 1 ใน 3 ของผู้ผลิตที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลของจีน วางแผนย้ายฐานการผลิตไปสู่โลเคชั่นที่ถูกกว่าในประเทศจีนหรือไปอาเซียน

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า จากการสำรวจ 290 ผู้ผลิตในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River delta) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมในปีนี้ พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ผลิตที่เข้าร่วมการสำรวจ วางแผนย้ายฐานการผลิตไปสู่โลเคชั่นที่ถูกกว่าในประเทศจีนหรือย้ายฐานไปอาเซียน, บังคลาเทศ, อินเดีย และศรีลังกา โดยเหตุผลหลักในการย้ายฐานการผลิตก็คือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันให้เพิ่มการจ่ายเงินค่าสวัสดิการสังคม

นาย Kelvin Lau ผู้เขียนรายงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าค่าจ้างของแรงงานข้ามชาติ (migrant workers) จะเพิ่มขึ้น 8.4% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 8.1% ในปีที่แล้ว สะท้อนถึงการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง 6.8% หลังจากคิดรวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1.6% ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการสำรวจทั่วประเทศในเรื่องค่าจ้างของผู้ใช้แรงงาน (blue collar) ในเดือนเมษายนที่จัดทำโดยไชน่า คอนฟิเดนเชียล ซึ่งพบว่าค่าจ้างเปรียบเทียบปีต่อปี เพิ่มขึ้น 7.8%

เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลของจีน คิดเป็น 27% ของการส่งออกจีนและรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (inward FDI) ประมาณ 20% โดยการย้ายฐานออกจากเขตเศรษฐกิจแห่งนี้ได้เปิดเผยจุดหมายปลายทางที่แตกต่างระหว่างพื้นที่ในประเทศจีนที่มีต้นทุนต่ำโดยเปรียบเทียบ และประเทศอื่นๆในเอเชีย

ประมาณ 20% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจ กล่าวว่า พวกเขาจะย้ายเข้าสู่พื้นที่ด้านใน (inland) ของประเทศจีน ลดลงจาก 28% ในการสำรวจปีที่แล้ว ขณะที่ 11% กล่าวว่า จะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ลดลงเล็กน้อยจาก 13% ในผลการสำรวจปีที่แล้ว, แม้ผลการสำรวจจะสะท้อนว่ามีการเตรียมย้ายฐานครั้งใหญ่ออกจากเขตเศรษฐกิจแห่งนี้ แต่บริษัทส่วนมากก็เลือกที่จะอยู่ที่เดิม แต่เพิ่มระบบการทำงานอัตโนมัติ (automation) และการลงทุนด้านอุปกรณ์อื่นๆเพื่อชดเชยค่าแรงที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า อาเซียนจะกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากความสามารถเชิงแข่งขันที่ลดลงของเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล โดยอาเซียนยังมีข้อได้เปรียบอื่นๆ เช่น จำนวนแรงงานคาดว่าจะขยายเพิ่มอีก 70 ล้านคนในช่วงปี 2553-2573 ขณะที่แรงงานของจีนคาดว่าจะหดตัวด้วยตัวเลขเท่ากัน จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติ

รายงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า อาเซียนน่าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าจ้างที่ต่ำโดยเปรียบเทียบ และซัพพลายแรงงานที่มากมายในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยผู้ผลิตที่ย้ายฐานการผลิตไปอาเซียนก็กำลังวางตำแหน่งตัวเองเพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโตในภูมิภาค โดยตลาดผู้บริโภคถูกขับเคลื่อนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น

ในหมู่ผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจ กล่าวว่า พวกเขาวางแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ โดย 36% ต้องการจะย้ายไปเวียดนาม, 25% ต้องการย้ายไปที่กัมพูชา, 10% ต้องการไปบังคลาเทศ, 10% ต้องการไปอินโดนีเซีย, 5% ต้องการไปอินเดีย, 5% ต้องการไปศรีลังกา, 5% ต้องการไปประเทศไทย และ 3% ต้องการย้ายฐานการผลิตไปฟิลิปปินส์

เครดิตภาพจาก http://www.wantchinatimes.com/