IMF ชี้ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของสิงคโปร์


ไอเอ็มเอฟ ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลงแบบยืดเยื้อ คือ ความเสี่ยงระยะสั้นที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า Alex Mourmouras, division chief ของไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์หลังจากเข้าเยี่ยมสิงคโปร์ว่า เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเศรษฐกิจแบบเปิดกว้างมาก จึงมีโอกาสที่จะเผชิญกับความผันผวนและความเสี่ยงจากภายนอก โดยผลกระทบข้างเคียงจากสภาพการเงินโลก เช่น ความผันผวนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้น และเงินดอลล่าร์ที่แข็งค่าไม่หยุด รวมถึงการเติบโตที่ช้าลงของจีนและความเสี่ยงทางการเงินของจีน ล้วนเป็นผลกระทบที่มีความสำคัญต่อสิงคโปร์

นาย Mourmouras กล่าวว่า ความเสี่ยงจากภายนอกเหล่านี้ถูกทำให้เลวร้ายลงไปอีกจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและหนี้ในองค์กรธุรกิจที่สูงขึ้น (corporate sectors) นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก โดยหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์อยู่ที่ 76.3% ต่อจีดีพีในไตรมาส 3 ของปี 2557 เปรียบเทียบกับ 71.9% ในช่วง 2 ปีที่แล้ว

ไอเอ็มเอฟ คาดว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์จะเติบโต 2.5-3.0% ในปี 2558 สอดคล้องกับแนวคาดการณ์ของรัฐบาลสิงคโปร์ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจสิงคโปร์อยู่ในระดับปานกลางในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยขยายตัว 2.9% ในปี 2557 หลังจากเติบโต 4.4% ในปี 2556

สำหรับเรื่องในประเทศ สิงคโปร์ต้องเผชิญกับอุปสรรคเมื่อประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลการเติบโตที่พึ่งพิงน้อยลงต่อแรงงานต่างชาติที่มีค่าแรงต่ำ ไอเอ็มเอฟกล่าวและเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการจ้างงานที่ตึงตัว ซึ่งไปเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็อาจไปเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวของสิงคโปร์ โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ได้อ่อนตัวในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลที่จะสร้างเสถียรภาพต่อราคา ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายและราคา ทั้งนี้ 90% ของชาวสิงคโปร์เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย 1 อย่าง ทำให้สุขภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์มีผลกระทบกว้างไกลต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสิงคโปร์จะไม่แน่นอน (uncertain) แต่ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า สิงคโปร์ก็มีด้านบวกหลายประการ โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ, จุดยืนนโยบายการเงินที่มีการควบคุมน้อยลง (less restrictive) และงบประมาณที่ขยายตัว (expansionary budget) ก็ถูกคาดว่าจะส่งเสริมการฟื้นตัวในดีมานด์ในประเทศ ซึ่งอาจจะไปชดเชยกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

เครดิตภาพจาก kodyandkatiecarr.wordpress.com