อาลีบาบามุ่งขยายธุรกิจต่างประเทศ


ซีอีโอคนใหม่ของอาลีบาบา กล่าวว่า บริษัทจะให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจต่างประเทศในปีนี้ โดยจะมุ่งการขายและการจ้างงานข้ามพรมแดน

วอลสตรีทเจอนัลด์ รายงานว่า นายแดเนียล จาง (Daniel Zhang)  ซึ่งถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอของอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้งในสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวกับพนักงานในการประชุมยุทธศาสตร์บริษัทที่สำนักงานใหญ่เมืองหังโจวว่า บริษัทต้องโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่และต้องเป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จ เราต้องจัดทีมระดับโลกและประยุกต์วิธีคิดระดับโลกในการบริหารธุรกิจ และบรรลุเป้าหมาย “โกลบอล บาย แอนด์ โกลบอล เซล” (global buy and global sell) 

นายจาง กล่าวว่า ความพยายามมุ่งไปสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงอาลีเอ็กเพรส (AliExpress) ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มการขายที่ช่วยขายสินค้าจีนไปยังผู้บริโภคในต่างประเทศ และทีมอลล์ โกลบอล (Tmall Global) แพล็ตฟอร์มซึ่งช่วยให้แบรนด์ต่างประเทศเข้าถึงลูกค้าชาวจีนได้ดีขึ้น 

ซีอีโอของอาลีบาบา ยังกล่าวถึง การจ้างพนักงานต่างชาติที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดยบริษัทจะมีพนักงานจากทั่วโลกซึ่งดูแตกต่างกัน และเราจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจพวกเขาเพื่อเข้าใจนิสัย ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและวิธีคิด ซึ่งจะเป็นวิธีที่อาลีบาบาจะกลายเป็นบริษัทระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

ทั้งนี้อาลีบาบาได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นแพล็ตฟอร์มทางด้านอีคอมเมิร์ชที่ใหญ่ที่สุดในโลกหากวัดจากธุรกรรม แต่บริษัทยังคงเน้นทำธุรกิจในประเทศจีนเป็นหลัก โดยอาลีบาบาได้เริ่มก้าวแบบพอประมาณเข้าสู่ตลาดสหรัฐและประเทศอื่น รวมถึงการซื้อหุ้น 9% ของบริษัทออนไลน์ของสหรัฐ ที่ชื่อว่า retailerZulily และการลงทุนในปี 2556 ในธุรกิจที่เรียกว่า ShopRunner ซึ่งสัญญาว่าจะส่งมอบสินค้าจากรีเทลเลอร์ภายใน 2 วัน

นายจาง กล่าวว่า อาลีบาบาต้องมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้บริโภคจีนที่ไปสู่อุปกรณ์โมบาย รวมถึงบริการใหม่อย่างเช่น อาลีหยุน (Aliyun) ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวน์คอมพิวติ้ง นายจาง ยังกล่าวถึง อาลีมามา (Alimama) ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์-มาร์เก็ตติ้งของบริษัท ซึ่งโฟกัสในการขายบริการโฆษณาสู่เวนเดอร์บนเว็บไซต์เถาเป่า (Taobao) และทีมอลล์ (Tmall) โดยเขากล่าวว่า ธุรกิจนี้ถูกฝังอยู่ในเถาเป่านานเกินไป

นายจาง ยังกล่าวถึงการพัฒนาโลจิสติกส์ของบริษัทในการทำให้สินค้าไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครดิตภาพจาก AP, www.forbes.com