โอกาสธุรกิจของสิงคโปร์ใน AEC


บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ ชี้สิงคโปร์เตรียมมีบทบาทสำคัญในแง่การเป็นผู้ส่งออกบริการและทักษะ เมื่อเกิดการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปลายปีนี้

สเตรทไทม์ส รายงานว่า นาย Kevin Sneader ประธานกรรมการของบริษัทแมคคินซีย์ แอนด์ คอมปะนี เอเชีย กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นแหล่งที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หลายแห่งสำหรับบริษัทในภูมิภาค และสิงคโปร์มีฐานอันแข็งแกร่งทางด้านความเชี่ยวชาญและความรู้ของวิธีปฏิบัติงานที่ดีที่สุด (best practices) และนั่นก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมาเรียนรู้ทักษะและความสามารถได้

นาย Sneader กล่าวว่า หากเออีซีได้ส่งมอบในสิ่งที่ควรจะส่งมอบ และอุปสรรคทางการค้าลดลง ก็จะมีโอกาสและดีมานด์มากขึ้นสำหรับสิงคโปร์ในการนำความเชี่ยวชาญไปสู่ส่วนอื่นๆในภูมิภาค โดนสิงคโปร์มีความโดดเด่นในหมู่ประเทศอาเซียนเนื่องจากเป็นตลาดที่มีผลิตภาพสูง มีการพัฒนาและมีความซับซ้อนสูงมาก โดยเฉพาะจุดแข็งทางด้านอุตสาหกรรมชิปปิ้งและโลจิสติกส์ (shipping and logistics)

ประธานกรรมการของแมคคินซีย์ แอนด์ คอมปะนี เอเชีย กล่าวว่า สำหรับประเทศอื่นๆในอาเซียน ความจริงก็คือผลิตภาพยังไม่พัฒนาขึ้นมาจนถึงระดับที่จำเป็นต้องพัฒนา เพื่อจะทำให้มีความสามารถเชิงแข่งขันในแง่ของภูมิภาค โดยจากข้อมูลของสถาบันแมคคินซีย์ระดับโลก พบว่า ผลผลิตของภาคการผลิตประจำปีเฉลี่ยของแรงงานชาวเวียดนามอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าแรงงานจีนที่อยู่ในระดับ 57,100 ดอลลาร์

นาย Sneader กล่าวว่า สิ่งที่เออีซีควรบรรลุให้ได้ก็คือ การขจัดอุปสรรคบางอย่างเพื่อเพิ่มพูนผลิตภาพและช่วยให้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดกระจายออกไปในภูมิภาค นอกจากนั้น เออีซีสามารถที่จะเปิดโอกาสอย่างสำคัญต่อการค้าในภูมิภาคอาเซียน (intra-regional trade) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียง 24% เท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับการค้าภายในภูมิภาคอเมริกาเหนือจะอยู่ที่ 40% และสหภาพยุโรปอยู่ที่ 59%

นาย Sneader ยังกล่าวถึงประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนามว่าเป็นตลาดที่น่าจะมีแนวโน้มการเติบโตในระยะสั้นที่ดีที่สุดในหมู่ประเทศอาเซียน และทั้งสองประเทศให้ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง (strong returns) นอกจากนั้น แมคคินซีย์ยังเห็นบริษัทจำนวนเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมดิจิตอลที่แสดงความสนใจในการสร้างธุรกิจในอาเซียน

เครดิตภาพจาก www.straitstimes.com