อีคอมเมิร์ซขับเคลื่อนค้าปลีกอาเซียน


สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซสามารถช่วยทำให้ภาคค้าปลีกของอาเซียนเติบโต และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและรีเทลเลอร์

เดอะ บรูไน ไทม์ รายงานว่า ในรายงานถึงผู้นำในปี 2558 สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council) กล่าวว่า ยอดขายในอินเตอร์เน็ตสำหรับธุรกิจถึงผู้บริโภค (B2C) ในอาเซียน คิดเป็นเพียงแค่ 1% ของยอดขายรวม เทียบกับ 8% ในเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว, จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาการจัดการระดับโลก เอที เคียร์นีย์ (AT Kearney) สิงคโปร์เป็นประเทศในอาเซียนเพียงประเทศเดียวที่ติดอยู่ใน 30 อันดับแรกในดัชนีอีคอมเมิร์ซ โดยประเทศที่อยู่ในลำดับต้นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน และอังกฤษ

ในดัชนีโกลบอล รีเทล อีคอมเมิร์ซ (Global Retail E-Commerce Index) ของเอที เคียร์นีย์ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 14 ด้วยคะแนน 41.5 ในแง่ของความน่าดึงดูดของออนไลน์มาร์เก็ต การศึกษาในครั้งนี้ยังกล่าวว่า สิงคโปร์มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สภาพแวดล้อมค้าปลีกเอื้อหนุนกับการช้อปปิ้งทางออนไลน์

ในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภค คะแนนของสิงคโปร์อยู่ที่ 89.4 ซึ่งเป็นระดับคะแนนที่สูงกว่าสหรัฐ และสะท้อนว่าฐานผู้บริโภคในสิงคโปร์เอื้อหนุนต่อการซื้อขายทางออนไลน์ สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน กล่าวว่า เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซมีความจำเป็นสำหรับการผนึกรวมของเซ็คเตอร์ค้าปลีกในอาเซียน เนื่องจากอีคอมเมิร์ซทำให้การช้อปปิ้งเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค และยังช่วยให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แต่ในการพัฒนาอีคอมเมิร์ซ สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน กล่าวว่า อาเซียนจำเป็นต้องทำงานในเรื่องโลจิสติกส์, พัฒนาระบบจ่ายเงินทางออนไลน์ และส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุน (finance) อาเซียนยังควรพิจารณาก่อตั้งระบบกำกับการจ่ายเงินทางออนไลน์ (e-payment) ในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่างๆจำแนกกลุ่มลูกค้าของบริษัท

นอกจากนั้น อาเซียนยังควรสนับสนุนความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกทางออนไลน์ (e-retailers) และบริษัทโลจิสติกส์-ในการพัฒนาประสิทธิภาพทางการค้า โดยต้องมีการเร่งการควบรวมของระบบโลจิสติกส์ในอาเซียน สภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน กล่าวในรายงานอีกว่า ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window) ควรถูกนำมาปฏิบัติอย่างเต็มที่

เครดิตภาพจาก www.business2community.com