โปแลนด์ถือได้ว่าเป็นประเทศใหญ่เป็นอันดับที่สองในยุโรป และนับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองและเศรษฐกิจภายหลังงจากที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต จึงทำให้โปแลนด์เป็นจุดดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก โดยใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายไปทั่วสหภาพยุโรป
โดยธุรกิจในโปแลนด์ดำเนินกิจการแบบอนุรักษ์นิยม บริษัทขนาดเล็กและกลาง SME เป็นธุรกิจครอบครัว พึ่งพาเงินทุนภายนอกน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินทุนของบริษัทในการทำการค้า ไม่นิยมกู้สินเชื่อ ทั้งนี้ ร้อยละ 90 ของบริษัทในโปแลนด์ เป็นบริษัท SME ทำให้ชาวโปแลนด์มีพื้นฐานของความมัถยัธส์สูง โดยเฉพาะประชากรกลุ่มอายุ 50 ขึ้นไป แต่มีเพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงทำให้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
สถานที่ตั้ง : โปแลนด์ตั้งอยู่บริเวณยุโรปกลาง มีชายแดนติดกับประเทศต่างๆ 7 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ลิทัวเนีย ยูเครน เชค สโลวาเกีย เบรารุส และจังหวัด Kaliningrad ของรัสเซีย และพื้นที่ของโปแลนด์นั้นมีมากถึง 312,683 ตารางกิโลเมตรใหญ่ รวมถึงจำนวนประชากรมากกว่า 38.5 ล้านคน ทำให้เป็นอันดับที่หกของสหภาพยุโรป
เศรษฐกิจโปแลนด์ : โปแลนด์ เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ กลายเป็นประเทศที่มีระบบการค้าแบบตลาดเสรี เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ นับจากปี 1989 หรือประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของโปแลนด์เติบโตมาโดยลำดับ รายได้ต่อหัวของประชากรโปแลนด์ปี 1989 มีเพียง 1,768 เหรียญสหรัฐเพิ่มเป็น 14, 329 เหรียญสหรัฐ ในปี 2014 ในด้านการค้าก็ขยายตัวด้วยเช่นกันนับจากปี 2001 ที่มีการส่งออกเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 199 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013 และการนำเข้าเพิ่มขึ้น จาก 49 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น 201 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013 นอกจากนี้โปแลนด์ยังได้รับ ผลดีจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2004 ทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป เพื่อให้มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทัดเทียมกับประเทศในสหภาพยุโรปอื่นๆ ภายใต้โครงการ Cohesion Fund โดยในช่วงปี 2007 – 2013 โปแลนด์ได้รับเงินดังกล่าวจำนวน 69 พันล้านยูโร และช่วงปี 2014 – 2020 ได้รับต่อเนื่องอีก 72.8 พันล้านยูโร เพื่อนำไปพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนนรถไฟ และขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของโปแลนด์เข้มแข็งและเติบโตมากขึ้น
การเข้าสู่ตลาดโปแลนด์ : โปแลนด์จะใช้กฎระเบียบการนำเข้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป เพราะโปแลนด์เป็นสมาชิกหนึ่งของสหภาพยุโรป ธุรกิจค้าปลีกในโปแลนด์มักจะถูกควบคุมจากบริษัทในยุโรปตะวันตกที่เข้ามาเปิดสาขาในโปแลนด์ อาทิ ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูป อย่างเช่น ร้าน H&M ร้าน Zara ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต อาทิ Carrefour ร้าน Tesco ร้าน Biedronka ร้าน Auchan ร้าน Lidl ร้าน Kaufland นับแล้วกว่า 50 รายที่เข้าไปแข่งขันในตลาดโปแลนด์ แต่ก็ยังคงมีร้านค้าของนักธุรกิจชาวโปแลนด์ด้วย และวัตถุดิบของไทยที่สนใจตลาดโปแลนด์ควรจะเข้าตลาดโดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในยุโรปที่สำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นงานฯ ในโปแลนด์ เนื่องจากผู้นำเข้าจะเดินทางไปสำรวจสินค้าในงานแสดงสินค้าต่างๆ อยู่เป็นระยะ และนอกจากนี้ควรส่งคำเสนอขายไปยังผู้นำเข้า และเดินทางไปเยี่ยมโรงงานของลูกค้า ซึ่งอาจติดต่อตรงหรือผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็ได้ สำหรับสินค้าสำเร็จรูปนั้น ผู้ส่งออกควรจะเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในยุโรปเช่นกัน และติดต่อตรงกับผู้นำเข้าโดยสามารถขอรายชื่อได้จากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ในการเสนอขายสินค้า ผู้ส่งออกไทยควรเข้าใจสภาพตลาด แม้ว่าโปแลนด์จะมีความต้องการสินค้านำเข้า แต่ผู้บริโภคยังมีรายได้ไม่สูงเท่ายุโรปตะวันตก การนำเข้าของผู้นำเข้าบางรายยังยึดติดอยู่กับความคุ้นเคยกับการนำเข้าจากเยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ และจากจีน อีกทั้งผู้นำเข้าโปแลนด์ส่วนมากเป็นรายขนาดกลาง ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อจะไม่มากในระยะเริ่มแรก แต่จะขยายตัวมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรเตรียมตัวให้สามารถรับคำสั่งซื้อในปริมาณน้อยได้ การเสนอขายในราคาที่แข่งขันได้ และการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์สินค้าให้มีรูปลักษณ์ตามสไตล์ของยุโรป ก็จะช่วยให้การค้ากับโปแลนด์ประสบความสำเร็จได้
ธุรกิจไทยในโปแลนด์ : การลงทุนจากไทยไปโปแลนด์นั้นปัจจุบันมีนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในโปแลนด์แล้วจำนวน 2 ราย คือ Lucky Union เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตปูอัดแช่แข็ง และ Indorama ได้เข้ามาเปิดโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET และยังมีการลงทุนร้านอาหารและสปา ซึ่งร้านอาหารไทยในโปแลนด์มีราว 30 ร้าน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนโดยชาวโปแลนด์ และจะจ้างพ่อครัวชาวไทย และมีร้านสปาอีกราว 30 ร้าน ซึ่งดำเนินการโดยนักธุรกิจโปแลนด์ และจะจ้างพนักงานนวดคนไทยเช่นกัน
โอกาสทางการค้าของไทย : สินค้าและบริการของไทยที่มีลู่ทางดีในโปแลนด์
กลุ่มที่ทำรายได้หลักนั้นคงจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์สินค้ากลุ่มนี้โปแลนด์นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป จึงขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพเศรษฐกิจของประเทศยุโรปเป็นหลัก
ต่อมาคือ กลุ่มที่มีโอกาสขยายตลาดสูง ส่วนใหญ่นั้นจะเป็น “กลุ่มอาหาร” อาทิ ผักผลไม้กระป๋อง รวมทั้งน้ำผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็งและเยือกแข็ง อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องปรุงรส
“กลุ่มสปา” สุขภาพและความงาม : สินค้าสมุนไพร สินค้าเพื่อสุขภาพ “กลุ่มแฟชั่น” อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ชุดชั้นใน และเสื้อผ้ามีดีไซน์ “กลุ่มของใช้ในบ้าน” อาทิ เครื่องประดับตกแต่งบ้าน ของแต่งบ้านและของใช้แนวดีไซน์ และรวมถึงธุรกิจบริการ ร้านอาหารไทย สปา ธุรกิจก่อสร้าง
อุปสรรคการค้าไทยกับโปแลนด์ : ด้วยความที่โปแลนด์ไม่รู้จักประเทศไทยและสินค้าไทยจึงทำให้ชาวโปแลนด์ยังไม่กล้าทดลองสินค้าไทย และนักธุรกิจโปแลนด์ก็ยังเดินทางมาประเทศไทยไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนนักธุรกิจโปแลนด์ที่เดินทางไปจีน และเวียดนาม ซึ่งทำให้นักธุรกิจโปแลนด์ไม่ติดต่อกับคนที่ไม่รู้จัก นักธุรกิจไทยที่ส่งอีเมล์แนะนำสินค้า/บริษัท จะไม่ได้รับคำตอบ จะต้องรู้จักพบตัวกันก่อน จึงจะเริ่มการติดต่อค้าขายกัน อีกทั้งในเรื่องของความไม่สะดวกในการการเดินทางระหว่างไทย-โปแลนด์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงและไม่สะดวกเท่าที่ควร นักธุรกิจขนาดกลางและเล็กไม่อยากลงทุนเดินทางโดยไม่มั่นใจความคุ้มค่า ทั้งนี้ยังมีปัญหาในการส่งสินค้าผักผลไม้สดด้วย
ข้อควรระมัดระวังในการทำการค้ากับโปแลนด์ :
1.) ในการสนทนากับนักธุรกิจโปแลนด์ควรหลีกเลี่ยงการสนทนาในเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และการเข้าใจผิด หรือการไม่ให้เกียรติคู่สนทนา โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่ใช้ วัฒนธรรม ศาสนา การเมือง เนื่องจากชาวโปแลนด์ค่อนข้างอ่อนไหวในเรื่องเหล่านี้ 2.) การนัดหมายกับนักธุรกิจโปแลนด์ควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายในวันอาทิตย์ เนื่องจากเป็นวันของครอบครัว และคนส่วนใหญ่จะเดินทางไปโบส์ถ
3.) ในการเจรจาธุรกิจ ผู้ส่งออกควรแต่งกายสุภาพ ถือเป็นการให้เกียรติคู่สนทนา
4.) ช่วงวันหยุดทางศาสนาที่สำคัญ เช่น เทศกาล Easter และช่วง Christmas ไม่ควรนัดหมายทางธุรกิจ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของครอบครัว และช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ของทุกปีเป็นช่วงพักฤดูร้อนของยุโรป จึงควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายในช่วงดังกล่าว
5.) การเจรจาการค้า ควรเตรียมข้อเสนอที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์
6.) สินค้าที่เสนอขายไม่ควรตั้งราคาสูง เนื่องจากรายได้เฉลี่ยของชาวโปแลนด์ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับยุโรปตะวันตก โดยหากสินค้าจำเป็นต้องมีราคาสูง ควรเป็นสินค้าที่มี Market Value ที่ตลาดต้องการ อาทิ สินค้าที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี สินค้าที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง(Brand ดังๆ หรือมี Design) เป็นต้น
7.) ผู้นำเข้าโปแลนด์มักนิยมนำเข้าโดยตรงจากผู้ผลิตไม่ผ่านบริษัทคนกลาง แต่สามารถมี Agent ในการตรวจสอบสินค้าก่อนส่งมอบได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้นำเข้าโปแลนด์นิยมใช้กันเมื่อนำเข้าสินค้าจากจีน
ข้อมูลอุปสรรค-ข้อกีดกันทางการค้า : โปแลนด์ใช้ระเบียบมาตรการทางการค้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรปโดยรวม อาทิ สินค้าเกษตร จะมีการตรวจสารตกค้างสำหรับผักสด โดยอนุญาตให้นำเข้าได้เพียง 16 ชนิด อาทิ ใบกะเพรา โหระพา พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ ฯลฯ และกำหนดให้มีใบรับรองการทำประมงสำหรับสินค้าประมง เพื่อป้องกันและกำจัดการจับปลาที่ผิดกฎหมาย (IUU Fishing)
ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรม สหภาพยุโรปใช้มาตรการ AD กับสินค้าไทยจำนวน 8 รายการ ได้แก่ สารกลิ่นหอม รถเข็นของ ถุงพลาสติก เม็ดพลาสติก PET, ข้าวโพดหวานกระป๋อง, ข้อต่อท่อเหล็ก, ท่อเหล็ก, แฟ้มห่วง และมาตรฐาน CE Mark สำหรับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า
นับว่าโปแลนด์เป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่ดีและมีเสถียรภาพอย่างมาก แต่ถึงแม้ว่าการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจของโปแลนด์จะเป็นไปในทางบวก แต่การคาดการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของโปแลนด์ในการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของประเทศไว้ให้ได้ โดยหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์ คือ การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนของภาคเอกชน