ประเทศเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวอย่าง “สวิตเซอร์แลนด์” แต่กลับมีธุรกิจสำคัญๆ มากมายหล่อเลี้ยงให้เข้มแข็ง และสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นประเทศมีสภาพเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและมั่นคงเช่นกัน สวนทางกับสมาชิกอียูหลายๆ ประเทศที่หนีวิกฤติเศรษฐกิจไปไม่พ้นเช่นกรีซ สเปนและอิตาลี
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ถือว่า สงบมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีธรรมชาติที่สวยงาม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย อย่างไรก็ตามก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงมากเลยทีเดียว
เกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์ : สมาพันธรัฐสวิสหรือสวิตเซอร์แลนด์ตั้งอยู่กลางทวีปยุโรป ล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล เมืองซูริคของสวิสนั้นจะเด่นในด้านการค้าและการธนาคาร ส่วนเมืองเจนีวา จะรับผิดชอบในส่วนขององค์กรนานาชาติ เมืองลูเซิร์นขึ้นชื่อในด้านท่องเที่ยว และเมืองบาเซิลต้องยกให้เป็นเมืองด้านอุตสาหกรรม จำนวนประชากรในสวิสนั้นมี 8,149,700 คน มีระบอบการปกครอง ที่เป็นประเทศอิสระ มีสถานะเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีการปกครองรูปแบบสมาพันธรัฐ และทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานน้ำ, ป่าไม้ และเกลือ
ยุทธศาสตร์ : จัดหาและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตพร้อมทั้งรักษามาตราฐานคุณภาพของสินค้าให้คงที่เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในสินค้าไทยของผู้นำเข้าและผู้บริโภค อีกทั้งพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เช่น E-Commerce และเพิ่มการทำตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นเจาะตลาดกลางและตลาดบน รวมถึงสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าให้มีความเข้มแข็ง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอาหารไทยว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรหรือแรงงานในกระบวนการผลิต
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย : ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสได้เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสมาพันธรัฐสวิส ในปี ๒๔๔๐ และปี ๒๔๕๐ โดยภายหลังการเสด็จประพาสครั้งแรก รัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสได้เริ่มความพยายามที่จะขอเจรจา เพื่อจัดทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้ากับไทย ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมีการแลกเปลี่ยน การเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในกรอบ ความร่วมมือระหว่างประเทศกันอีกด้วย
นโยบายเศรษฐกิจ : สวิตเซอร์แลนด์มีนโยบายเศรษฐกิจการค้าแบบเสรี และให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าพหุภาคีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO: World Trade Organization) ในขณะเดียวกัน การทำความตกลงทางการค้าในระดับภูมิภาค (Regional Trade Agreement) และสินค้าเกษตรบางประเภทระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับประเทศคู่ค้า เช่น ชิลี อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน เมกซิโก สิงคโปร์ ตุรกี และปาเลสไตน์ เป็นต้น และสวิตเซอร์แลนด์ให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย
บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุน ไทยและสวิสมีข้อตกลงเพื่อส่งเสริมการลงทุนและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันเมื่อปี 2542 สำหรับสาขาธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยลงทุนในสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารไทย และธุรกิจบริการผลิตภัณฑ์สปา นวดไทย
บริษัทสวิสที่เข้าไปลงทุนในไทย ปัจจุบันมีบริษัทสวิสกว่า 150 บริษัทเข้ามาลงทุนในไทย ได้แก่บริษัท Diethelm Keller ทำธุรกิจการท่องเที่ยว, ETA (Swatch Group) ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนนาฬิกา, Nestle ทำธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร, Novartis ทำธุรกิจยาและเวชภัณฑ์และ ABB ทำธุรกิจผลิตเครื่องจักรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นต้น
สินค้าส่งออกของไทยที่สําคัญ ได้แก่อัญมณีและเครื่องประดับ (สวิตเซอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออก อัญมณีและเครื่องประดับของไทยอันดับ 7 รองลงจาก สหรัฐฯ ฮ่องกง อิสราเอล ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม และสหราชอาณาจักร) นาฬิกาและ ส่วนประกอบ ส่วนประกอบอากาศยาน และอุปกรณ์การบิน เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ เครื่องใช้สําหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและ แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้และ สิ่งทออื่นๆ
สินค้าเกษตรส่งออกของไทย ได้แก่ข้าว ผักสดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสําปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง และไก่แปรรูป เป็นต้น
สินค้านําเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ที่สําคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยอัญมณีเงินแท่งและทองคํา นาฬิกาและ ส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์การทดสอบ แผงวงจรไฟฟ้า ธุรกรรมพิเศษ ปุ๋ยและยากําจัดศัตรูพืชและสัตว์
สินค้าเกษตรนําเข้าของไทย ได้แก่ขนมหวานและช็อกโกแลต ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทําจาก ผัก ผลไม้เนื้อสัตว์สําหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทํา จากผัก ผลไม้นมและผลิตภัณฑ์นม ข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง กาแฟ ชา เครื่องเทศ เป็นต้น
การท่องเที่ยว : นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสที่เดินทางมาไทยมีอัตราการเติบโตในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด ยกเว้นในปี ๒๕๔๐ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสวิสเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ใช้เวลาพำนักอยู่ในระยะยาว และนำรายได้จำนวนมากเข้าประเทศ (ประมาณกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท) จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสจัดอยู่ในอันดับที่ ๖ ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศยุโรป และในแง่แหล่งท่องเที่ยวระยะไกลจากสมาพันธรัฐสวิส (long distance destination) ประเทศไทยได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ ๒ รองจากสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๕๒ มีนักท่องเที่ยวสวิสเดินทางมาไทย จำนวน ๑๔๑,๔๙๕ คน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๙.๕๔ จากปี ๒๕๕๑ (จำนวน ๑๐๙,๒๒๗ คน) ทั้งนี้ การบินไทย มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับนครซูริคทุกวัน และสายการบิน Swiss International Airlines มีเที่ยวบิน ซูริค-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จำนวน ๖ เที่ยวบิน/สัปดาห์
ไม่น่าแปลกใจที่หลายๆ ธุรกิจเช่นนาฬิการาคาแพง เช่น Patek Philippe, Audermars Piquet, Breguet, Rolex และอีกหลายสิบยี่ห้อล้วนมีฐานการผลิตในสวิสเป็นหลักด้วยประสบการณ์และความเป็นมาอันยาวนาน และยังเป็นแหล่งผลิตช่างฝีมือที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในโลก
ธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นธุรกิจ SME ที่มีจำนวนพนักงานไม่มากนักจึงคล่องตัวสูงปรับเปลี่ยนตัวเองรับความผันผวนของโลกธุรกิจได้ตลอดเวลา หรือจะเติบโตไปสู่ระดับโลกก็ทำได้เช่นบริษัทเนสเล่ท์ และสถาบันการเงินอีกหลายๆ แห่ง
ท้ายสุด แม้ชาวสวิสจะไม่มุ่งเน้นการเรียนเพื่อให้ได้รับปริญญาเหมือนในหลายๆ ประเทศ แต่นักเรียนสายอาชีวะซึ่งคิดเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3 ล้วนจบมาด้วยความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งพร้อมเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมได้ทันที ทำให้การทำธุรกิจในสวิสมีความได้เปรียบในด้านฝีมือแรงงานที่มีจำนวนและความเชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ ส่งผลให้ธุรกิจสามารถต่อยอดและขยายการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างมุ่งไปสู่สวิสเซอร์แลนด์