วิกฤติหนี้กรีซ ชาวเมืองแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร รัฐประกาศถอนเงินได้วันละ 60 ยูโร


          วิกฤติหนี้กรีซ หลังจากนายกรัฐมนตรีของกรีซยื่นคำร้องขอต่ออายุแผนการช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลไปอีก 1 เดือน เพื่อรอผลประชามติของประชาชน ในเรื่องการยอมรับข้อเสนอจากเจ้าหนี้หรือไม่ แต่ทางด้านยูโรกรุ๊ป ออกมาปฏิเสธที่จะต่ออายุแผนนี้

          เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของกรีซได้ยื่นข้อเสนอในการต่อเวลาโครงการเงินกู้ออกไปอีก 5 เดือน และขยายวงเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจงวดต่อไปเป็น 15,000 ล้านยูโร พร้อมทั้งอนุมัติเงินทันที 1,800 ล้านยูโร หากรัฐบาลกรีซตกลงเพิ่มความเข้มงวดให้แก่มาตรการรัดเข็มขัด แต่นายอเล็กซิส ซีปราส นายดรัฐมนตรีของกรีซ ได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอนี้ โดยระบุว่า ไม่สามารยอมรับได้ และจะยึดมั่นในหลักการต่อต้านการรัดเข็มขัดต่อไป ซึ่งได้มีการระบุว่าจะจัดทำประชามติขึ้น เพื่อสอบถามประชาชนว่าจะยอมรับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้หรือไม่ ให้แล้วเสร็จในวันที่ 5 กรกฎาคม 2558

          จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุทำให้กรีซตกอยู่ในความตึงเครียด เป็นเหตุให้ชาวเมืองแห่ถอนเงินออกจากธนาคารรวมแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้าน จนเกิดภาวะตู้เอทีเอ็ม 1 ใน 3 ของประเทศเงินหมดตู้ และมีการประกาศหยุดงานของพนักงานธนาคารทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันผู้คนเกิดความตื่นตระหนกแห่ถอนเงินจนธนาคารล้ม ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 58 ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) ได้มีประกาศไม่ขออัดฉีดเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเข้าสู่ระบบการธนาคารของกรีซอีกต่อไปว่า โดยได้มีแถลงการณ์ประกาศให้ธนาคารกลางกรีซออกมาตรการควบคุมเงินทุนในประเทศ และกำหนดให้ประชาชนสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้แค่เพียงวันละ 60 ยูโร ตั้งแต่วัน อังคารที่ 30 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป

          ดูเหมือนวิกฤติหนี้กรีซ ครั้งนี้ จะมีแนวโน้มสูงมากที่กรีซต้องออกจาหยูโรโซน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่อ่อนแออย่าง สเปน อิตาลี และโปรตุเกส เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเกิดข้อผิดพลาด และกรีซต้องออกจากยูโรโซนจริง ๆ จะส่งผลต่อตลาดการเงินทำให้มีการปั่นป่วนรุนแรง และฉุดให้แบงก์กรีซล้มระเนระนาด และหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก กรีซอาจต้องสร้างเงินใหม่เพื่อออกมาช่วยเหลือตนเอง