ด้วยประโยคที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ทำให้หนุ่มน้อยชั่งฝันก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจอาหารได้อย่างสง่า กับเชฟจากัวร์ ในฉายาข้าวแกงร้อยล้าน ที่เปิดขายเพียงเสาร์-อาทิตย์ กลับสามารถนำเงินฝากเข้าธนาคารได้สัปดาห์ละแสน ด้วยความมุมานะและความทะเยอทะยานนี้เองที่ทำให้เขามายืนถึงจุดนี้ได้
เชฟจากัวร์ “ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์” ฉายาข้าวแกงร้อยล้าน กับเส้นทางเดินรักด้วยการทำร้านอาหาร ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งหนุ่มไฟแรงที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเชฟจากัวร์ได้ยึดหลักที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ซึ่งให้ความหมายว่า ทำทุกอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไป และก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ เพื่อให้ทุกอย่างที่ทำนั้นราบรื่น จนกระทั่งได้ฉายาว่า “ข้าวแกงร้อยล้าน” มาถึงทุกวันนี้
แต่ก่อนเข้าถึงเรื่องราวเส้นทางธุรกิจอาหารนั้น ต้องขอท้าวความถึงอดีตว่า เชฟจากัวร์ ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ เอกการบัญชี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร แล้วเข้าสู่การทำงานเป็นนักบัญชีทั่วไป แต่ในโลกความจริงไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เนื่องจากได้รับคำสั่งให้ตบแต่งตัวเลขจึงเริ่มขัดแย้งกับจรรยาบรรณ และตัดสินใจลาออก พร้อมกับหันหน้าเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายอาหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน พอหลังจากในช่วงกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี เขาเคยเปิดร้าน “จากัวร์โปรเจ็คท์ 1” ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร และได้กลับมาสานต่ออีกครั้งเป็นร้านข้าวแกงและส้มตำ ซึ่งในแรก ๆ เชฟจากัวร์คิดจะทำเล่น ๆ หารายได้ช่วงวัยเรียน แต่รายได้ที่ได้รับไม่ใช่เล่น เพราะสามารถหอบเงินแสนไปฝากธนาคารได้ทุกสัปดาห์ ถึงแม้จะขายได้เพียงแค่ 2 วัน เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น
ต่อมาในระยะเวลาไม่นานก็นำเงินไปสร้างบ้านใหม่ที่ จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดได้สำเร็จ และกลายเป็น “คำตอบ” ของทุกอย่างว่า “จะเดินทางในสายอาชีพธุรกิจด้านอาหารนี้โดยไม่ลังเล” เพราะฉะนั้นการคงรสชาติอาหารไทยแท้ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เชฟจากัวร์เดินบนเส้นทางสายนี้ได้อย่างภาคภูมิใจ และในระหว่างการเดินทางได้หาความรู้เพิ่มเติมจากโรงเรียนโอเรียนเต็ล และโรงเรียนสอนการประกอบการอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ แต่ในขณะเดียวกันตลอดเวลากว่า 20 ปีผ่านมาที่เชฟจากัวร์ได้อยู่ในแวดวงอาหาร รวมถึงยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่สถาบันสอนอาชีพชื่อดังหลายแห่ง แถมยังเป็นพิธีกรด้านอาหารในรายการโทรทัศน์อีกด้วย
ในปัจจุบันมีร้านอาหารของเชฟจากัวร์ที่เปิดขึ้น ได้แก่ ครัวเบญจรงค์ เน้นอาหารไทย เป็นข้าวแกงเมนูหารับประทานยาก ภายในร้านตกแต่งในรูปแบบที่หรูหรา ต่อมาครัวอิ่มเอม เป็นอาหารจานเดียว เน้นความรวดเร็วในการปรุง แต่งรสชาติ แต่รับประกันความอร่อย และแดนทองครัวไทย เป็นอาหารใต้รสชาติจัดจ้าน ทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้หลากหลาย และกลายเป็นที่มาของรายได้มหาศาล นอกจากนี้ล่าสุดเชฟจากัวร์รู้สึกว่าการเดินทางในสายอาชีพนี้ สามารถคืนกำไรให้สังคมได้ด้วยการเป็นครูผู้สอนหลักการบริหารร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จ จากประสบการณ์จริงที่เคยผ่านมา เพื่อต้องการให้ผู้ที่มีใจรักในการทำร้านอาหารไปถึงฝั่งฝันตามที่ตั้งใจไว้ แต่ในขณะเดียวกันปัจจัยทำร้านอาหารให้เวิร์ก ที่สำคัญอยู่ที่ทำเล ส่วนรสชาติอาหารและการบริการเป็นเรื่องรองลงมา เพราะความอร่อยเป็นเรื่องของส่วนบุคคลมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องคงความสะอาด และคุณภาพของอาหารทุกจานไว้ด้วย
นอกจากนี้เชฟจากัวร์ ยังได้รับโอกาสเป็นผู้สร้างสรรค์เมนูในรูปแบบใหม่ แต่ก็ไม่ทิ้งรสชาติ และกลิ่นอายของความเป็นอาหารปักษ์ใต้ โดยเชฟจากัวร์จะเข้าไปศึกษาในเรื่องของขั้นตอน กระบวนการทำ และวิธีการปรุงอาหาร รวมถึงเคล็ดลับต่างๆ จากกลุ่มผู้ประกอบการที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญายกระดับวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอีด้านธุรกิจอาหารจาก 9 จังหวัดภาคใต้ หลังจากนั้นจึงจะนำเมนูเหล่านั้นมาคิดหาวิธีและรูปแบบในการนำเสนอให้เป็นสากล คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพ่อครัว แม่ครัวต้นตำรับ ที่เน้นในเรื่องของรสชาติอาหาร กับเชฟผู้มีศิลปะในการสร้างสรรค์เมนู โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างสถาบันอาหารกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันนี้ร้านอาหารทุกสาขาของเชฟจากัวร์ยังคงยืนหยัดด้วยคุณภาพที่สั่งสมมายาวนาน และยึดหลักในการแข่งกับตัวเองมาไว้เป็นอันดับหนึ่ง เพราะสิ่งนี้สามารถช่วยพัฒนาทักษะของตัวเองได้รอบด้านนั่นเอง