ธนาคาร BRICS เปิดตัวในเซี่ยงไฮ้ เตรียมทำงานร่วม AIIB


เจ้าหน้าที่จากประเทศเกิดใหม่รายใหญ่สุดของโลกเปิดตัวธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank-NDB) ในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ถูกหนุนหลังอย่างหนักจากปักกิ่ง และถูกมองว่าเป็นทางเลือกจากสถาบันอื่นๆ เช่น ธนาคารโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า การเปิดตัวธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ หรือธนาคาร BRICS เกิดขึ้นตามหลังจากการก่อกำเนิดธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) ที่มีจีนเป็นโต้โผ โดยธนาคาร BRICS จะจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาในประเทศ BRICS ได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้

งานพิธีในวันอังคารเป็นบทสรุปจากการรอคอยที่ยาวนานตั้งแต่ NDB ได้ถูกนำเสนอขึ้นในปี 2012 โดยการเห็นต่างในเรื่องการจัดหาเงินทุนของธนาคาร, การบริหาร และที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ได้ทำให้การเปิดตัวธนาคารนี้ช้าลง, นาย Kundapur Vaman Kamath ประธานของ NDB กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของเราไม่ใช่การท้าทายระบบเดิมที่เป็นอยู่ แต่เพื่อพัฒนาและทำให้ระบบสมบูรณ์ในวิถีทางของเรา

ประธานของ NDB กล่าวเสริมว่า หลังจากการประชุมกับ AIIB ที่กรุงปักกิ่ง NDB ก็ตัดสินใจที่จะสร้าง “ฮอทไลน์” กับ AIIB เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสถาบันใหม่ที่มารวมกันด้วยแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นาย Kundapur Vaman Kamath ยังเสริมว่า ธนาคารแห่งนี้กำลังพิจารณาระดมทุนโดยออกพันธบัตรในปริมาณมาก (substantial) ในประเทศสมาชิกเพื่อช่วยลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน

นาย Lou Jiwei รัฐมนตรีคลังจีน กล่าวว่า การสนับสนุนของ NDB ต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยบรรเทาปัญหาคอขวดของประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนาที่มีมาอย่างยาวนาน และช่วยประเทศเหล่านี้เร่งเครื่อง ปรับเปลี่ยนและอัพเกรดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

นาย Karin Finkelston รองประธานธนาคารโลก กล่าวว่า จากจุดยืนของเรา เราตั้งตารอจริงๆที่จะร่วมมือกับสถาบันใหม่ ความต้องการทางด้านโครงสร้างพื้นฐานมีมหาศาล และธนาคารโลกได้ช่วย AIIB และ NDB ในหลายประเด็น เช่น ทรัพยากรมนุษย์ ทางด้านธนาคารพัฒนาเอเชียที่มีญี่ปุ่นเป็นโต้โผ (ADB) กล่าวในแถลงการณ์อ้างคำพูดของประธาน Takehiko Nakao ที่กล่าวว่า ธนาคารหวังที่จะแสวงหาโอกาสในการ co-finance โปรเจ็คส์กับ NDB

ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ จะมีทุนเบื้องต้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นการจัดสรรเงินทุนอย่างเท่าเทียมโดย 5 ประเทศสมาชิก ซึ่งจะมีสิทธิในการออกเสียงเท่ากัน และเงินทุนจะถูกเพิ่มเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ในอนาคตข้างหน้า

เครดิตภาพจาก www.newindianexpress.com