วิธีการแยกตัวออกจากธุรกิจครอบครัวโดยไม่ให้เกิดรอยร้าว


     ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดี คณะบริหารธุรกิจ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการลงมือประกอบธุรกิจที่ใช้ลักษณะการบริหารและจัดตั้งในรูปแบบครอบครัวนั้น ถือว่าเป็นวิธีการทำธุรกิจที่ได้รับความนิยมกันมายาวนาน เพราะมีจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่าและต้นทุนต่ำกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบที่ดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเองทั้งหมดค่อนข้างมาก ซึ่งธุรกิจที่ดำเนินการบุกเบิกด้วยตนเองทั้งหมดมีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ค่อนข้างสูงและเมื่อเกิดปัญหาขึ้นทางเลือกที่ใช้ในการแก้ปัญหาก็มีค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจรูปแบบครอบครัว ปัญหาถือเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจแต่ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือการแสวงหาทางออกให้กับปัญหานั่นเอง ซึ่งการทำธุรกิจในลักษณะครอบครัวนั้นแน่นอนว่าทุกคนในบริษัทต่างก็มีที่มาจากต้นตระกูลเดียวกัน ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาจึงมีทางออกมากขึ้นกว่าเดิมเป็นพิเศษ เพราะทุกคนต่างมุ่งแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดเพราะทุกคนต่างก็มีสามัญสำนึกถึงความมีส่วนร่วมในองค์กร ความช่วยเหลือจึงหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศภายในบริษัท ซึ่งมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับธุรกิจที่มีรูปแบบกิจการเป็นแบบการดำเนินงานด้วยคนเพียงคนเดียวซึ่งพอมีปัญหาเกิดขึ้นความช่วยเหลือที่ดีที่สุดก็กลายเป็นการพึ่งตนเอง ซึ่งหลายครั้งมันก็รู้สึกโดดเดี่ยวและบั่นทอนกำลังใจเป็นที่สุด

     ดังนั้นหากสมาชิกในครอบครัวเกิดความไม่เข้าใจกัน ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแยกตัวออกมาเพื่อระงับอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ให้ร้อนไปมากกว่าเดิม โดยวิธีการปรับนั้นเป็นเรื่องของการพูดคุยและปรับความคิดเห็นของทุกฝ่ายให้ตรงกันและทุกฝ่ายต้องได้รับความเสมอภาค แต่ถ้าหากมีรอยร้าวเกิดขึ้นโดยไม่สามารถเชื่อมรอยร้าวกันได้ ในสมาชิกครอบครัวที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มักใช้วิธีการขายหุ้น นี่คือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการประคองให้ธุรกิจครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้