การเช่าซื้อ ( Hire Purchase ) หมายถึงการที่เจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิ์แก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว การเช่าซื้อต้องทำสัญญาเช่าซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร
ทางการบัญชีอนุโลมให้ผู้ขายใช้หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปเดียวกันสำหรับการขายผ่อนชำระและการเช่าซื้อ ทั้งนี้เนื่องจากนักบัญชีพิจารณาจาก เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ ( Substance Over Form ) กล่าวคือ ผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อได้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นนับตั้งแต่วันที่ตกลงกัน กระบวนการก่อให้เกิดรายได้สำเร็จแล้ว สามารถรับรู้กำไรขั้นต้นในงวดที่มีการขาย การขายแบบการเช่าซื้อสามารถรับรู้กำไรขั้นต้นในงวดที่มีการขาย ในด้านประโยชน์ของการให้บริการลีสซิ่งมีดังนี้คือ
1. สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สินทรัพย์สประเภททุนโดยเร่งด่วนเพื่อนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการปฏิบัติงาน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณการลงทุนไว้ และจัดหาแหล่งเงินทุนจากที่ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้กิจการสามารถผลิตสินค้าออกจำนห่ายได้เพิ่มขึ้นและมีกำไรมากขึ้น
2. ช่วยลดความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีของสินทรัพย์ได้ดีกว่าการซื้อสินทรัพย์นั้นเอง เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องจักร โดยเฉพาะโครงการอุตสาหกรรมขนาดย่อม ขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนธุรกิจที่จัดตั้งใหม่หรือธุรกิจที่มีความต้องการใช้สินทรัพย์ในระยะสั้นๆ หรือต้องการใช้สินทรัพย์ใหม่บริการลูกค้าของตนเสมออาจไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงในอนาคตจากการล้าสมัยของสินทรัพย์ การทำลีสซิ่งจะช่วยให้กิจการสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิตหรือกระบวนการให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าก็สามารถเช่าเครื่องจักรรุ่นใหม่ในการเช่าครั้งต่อไป
3. ผู้เช่ามีสิทธิ์ใช้สินทรัพย์นั้น ๆ ด้วยการจ่ายค่าเช่ารายงวดในอัตราคงที่ที่ไม่สูงเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อสินทรัพย์ประเภททุนนั้นเอง ซึ่งจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากในคราวเดียว ทำให้ผู้เช่าสามารถนำเงินไปใช้ในการลงทุนแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
4. กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ยังคงเป็นของผู้ให้เช่าตลอดอายุสัญญาและเมื่อสิ้นสุดสัญญาผู้เช่ามีสิทธิที่จะตัดสินใจซื้อสินทรัพย์นั้นหรือไม่ก็ได้
5. การกำหนดค่าเช่าไว้คงที่ตลอดระยะเวลาการเช่าทำให้ผู้เช่าที่มีกระแสรายได้ที่แน่นอนหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผู้เช่าจะสามารถทราบค่าเช่าในแต่ละเดือนเป็นจำนวนที่แน่นอนเพราะค่าเช่าจะคำนวณขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ตายตัวตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่า ช่วยให้ผู้เช่าสามารถกำหนดรายจ่ายค่าเช่าให้สอดคล้องกับรายได้จากการใช้สินทรัพย์ที่เช่ามา จัดทำงบประมาณวางแผนเกี่ยวกับกระแสเงินสดและคำนวณต้นทุนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
6. มีความยุ่งยากน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการจัดหาเงินทุนแบบอื่น ๆ เพราะผู้เช่าไม่มีภาระในการหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้เหมือนการกู้เงินแบบอื่น ๆ หรือถ้าหากต้องค้ำประกันก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันมากนักเพราะหากผู้เช่ามีแผนการดำเนินงานหรือโครงการและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถทำลีสซิ่งได้
7. ผู้เช่าสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ถึง 100% เมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ ( Bank Loan ซึ่งอยู่ในช่วงไม่เกิน 70-80 % )
8. ปลอดภัยจากภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งทางด้านผู้ให้เช่าและผู้เช่านับแต่กรมสรรพากรนำเอาระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ ทำให้ผู้ให้เช่าสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปทั้งหมดไปเครดิตภาษีขายได้ และสามารถเรียกเก็บภาษีขายจากผู้เช่าในอัตราร้อยละ 7 จากฐานค่าเช่า และเมื่อผู้เช่าจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ให้เช่าก็สามารถนำหลักฐานใบกำกับภาษีมาหักเป็นภาษีซื้อได้ทั้งจำนวน แต่ถ้าผู้เช่าไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็สามารถนำไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้
9. ผู้เช่าสามารถเร่งค่าใช้จ่ายได้โดยการจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนมากขึ้น โดยเฉพาะกิจการที่มีกำไรสูงและต้องการลดกำไรเพื่อเสียภาษีน้อยลง เนื่องจากค่าเช่าสามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งจำนวน โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการตัดค่าใช้จ่ายในขณะที่ค่าใช้จ่ายในกรณีของเช่าซื้อ ( Hired Purchase ) หรือกรณีที่ซื้อเป็นเงินสดจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการตัดเป็นค่าเสื่อมราคาซึ่งจะสามารถตัดให้เร็วที่สุดไม่น้อยกว่า 5 ปีขึ้นไป
10. กฏหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่าการทำลีสซิ่งเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งไม่ใช่การขายสินค้า เนื่องจากในขณะทำสัญญาเช่าและส่งมอบสินค้า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่เปลี่ยนมือดังเช่นการขายผ่อนชำระ และเมื่อผ่อนชำระตามสัญญาเสร็จสิ้น กรรมสิทธิ์ในสินค้าก็ยังไม่เปลี่ยนมือโดยปริยายดังเช่นการเช่าซื้อ ดังนั้น จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีนี้จึงเป็นเกณฑ์เงินสด กล่าวคือจะถือว่าภาษีขายเกิดขึ้นและลงในรายงานภาษีขายก็ต่อเมื่อได้รับชำระค่าเช่าแล้วในขณะที่การขายผ่อนชำระจะต้องคำนวณภาษีขายลงในรายงานภาษีขายทันทีที่ส่งมอบสินค้าในขณะที่การให้เช่าซื้อถือเป็นการขายและจะต้องคำนวณภาษีขายลงในรายงานภาษีขายเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาแต่ละงวด ไม่ว่าจะได้รับเงินจริงหรือไม่ก็ตาม
11. หากผู้ให้เช่าและผู้เช่ามีคุณสมบัติตาม ทป. 34/2534 ผู้ให้เช่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ได้รับชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้เช่าเป็นนิติบุคคล โดยที่สัญญาเช่านั้นมีกำหนดเวลาเช่าตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ผู้จ่ายค่าเช่าก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ทป. 4/2528 แต่ถ้ามีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตาม ทป. 34/2534 ก็จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5
12. ผู้เช่าจะได้รับประโยชน์ในแง่ของการบันทึกบัญชีโดยไม่ต้องบันทึกรายการสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินจะมีเฉพาะค่าเช่าเท่านั้นที่ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ในขณะเดียวกันสินทรัพย์ของผู้เช่าจะไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินในช่วงแรกๆ ของการลงทุน
13. ผู้เช่าจะได้รับความสะดวกจากผู้ให้เช่าในด้านต่างๆ เช่น การซ่อมแซม การบำรุงรักษา ทำให้ไม่ต้องมีภาระในส่วนนี้ อีกทั้งผู้ให้เช่ายังช่วยแนะนำประเภทสินทรัพย์ให้ผู้เช่าได้เลือกอย่างเหมาะสม