ข้อดีและข้อข้อจำกัด ของการเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่ง


ลิสซิ่ง  (Leasing)   เป็นธุรกิจให้เช่าประเภทหนึ่ง ที่ดำรงธุรกิจโดยการให้เช่า รถยนต์ หรือเครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องมือการก่อสร้าง เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์การขนส่ง  การคมนาคม ตลอดจนเครื่องมือที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี  โดยผู้ให้เช่ายังคงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น  ในขณะที่ผู้เช่าเป็นเพียงผู้ใช้ทรัพย์สินนั้น  ๆ  และจ่ายค่าเช่าตามระยะเวลาที่ตกลงกัน เมื่อสิ้นสุดสัญญา กรรมสิทธ์ในทรัพย์สินจะเปลี่ยนไปเป็นของผู้เช่าหรือไม่ก็ได้ ตามแต่ข้อตกลง

ข้อดีของการเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่ง คือ

1. ผู้เช่าไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาความล้าสมัยของสินทรัพย์ ทั้งนี้ผู้เช่าสามารถเลือกสินทรัพย์ที่จะเช่าได้ ถ้าระยะเวลาเช่าไม่นานเกินไป

2.  เงื่อนไขข้อสัญญาน้อยกว่าสัญญากู้เงิน

3. เป็นการจัดหาเงินทุนเต็มจำนวน เพราะการเช่าไม่ต้องชำระเงินดาวน์ล่วงหน้าและไม่ต้องถูกหักเงินสำรองเหมือนในกรณีกู้เงิน

4. มีภาระผูกพันธ์น้อยในกรณีที่กิจการล้มละลาย กล่าวคือถ้าธุรกิจเกิดล้มละลาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิเพียงเรียกเงินค่าเช่าที่ยังคงค้างชำระตามสัญญาเช่าจากผู้เช่า ไม่สามารถฟ้องให้ผู้เช่าล้มละลายได้แต่การกู้เงิน นอกจากเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่คงค้างชำระแล้วยังสามารถฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้ไม่มีทางจะชำระคืนหนี้ได้ตามกฎหมาย

5. ประโยชน์ทางด้านภาษี ค่าเช่าสินทรัพย์ถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งที่ธุรกิจสามารถนำไปหักออกจากรายได้ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้ ส่วนการซื้อสินทรัพย์ ค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจหักได้ คือ ค่าเสื่อมราคา ดังนั้น ถ้าอายุการเช่าน้อยกว่าระยะเวลาที่สินทรัพย์ถาวรนั้นสามารถถูกหักค่าเสื่อมราคาได้ตามกฎหมาย การเช่าสินทรัพย์ถาวรจะได้เปรียบกว่าการซื้อสินทรัพย์ถาวรในเรื่องของภาษี กล่าวคือ ทำให้ธุรกิจเสียภาษีน้อยลง เพราะค่าเช่าสูงกว่าค่าเสื่อมราคา ยกเว้นในกรณีที่ธุรกิจใช้วิธีคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง แต่ถ้าเป็นการเช่าที่ดิน ธุรกิจจะได้เปรียบในด้านภาษี เพราะทีดินไม่มีค่าเสื่อมราคา นอกจากนี้การเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่ง กรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ยังเป็นของบริษัทลิสซิ่งหรือผู้ให้เช่า ดังนั้น กฎหมายจึงถือว่าให้เป็นธุรกิจให้บริการ ภาระภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ให้เช่าได้รับเงินค่าเช่า โดยเสียภาษีจากจำนวนเงินที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นหนี้สูญหรือยังไม่ได้รับค่าเช่าตามกำหนดเวลา ภาระภาษีก็ยังไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้กฎหมายกำหนดให้ธุรกิจลิสซิ่งซึ่งเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่งจะให้ประโยชน์ทางด้านภาษีมากกว่าการเช่า (Rent) และการเช่าซื้อ (Hire Purchase) แม้ว่าบริการทางการเงินทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวกฎหมายจะกำหนดให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้เพราะระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ในประเทศไทย เป็นระบบภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภค แต่ไม่เก็บภาษีจากสินค้าประเภททุน ดังนั้น บริษัทลิสซิ่งจึงสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปทั้งหมดมาเครดิตภาษีได้เต็มจำนวนโดยเสียภาษีเฉพาะส่วนต่างของภาษีซื้อและภาษีขายที่เรียกเก็บได้จากผู้เช่าเท่านั้น ทำให้ต้นทุนของการให้บริการลิสซิ่งลดต่ำลง ประโยชน์ส่วนหนึ่งก็จะตกไปอยู่กับผู้เช่าซึ่งเป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนจำกัดเหล่านั้น

ข้อเสียของการเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่ง

1. กรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์เป็นของผู้ให้เช่าซึ่งก็คือบริษัทลิสซิ่ง ดังนั้น ผู้เช่าจึงไม่ได้รับประโยชน์จากค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์นั้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มูลค่าสูงมากนั้น เช่น ที่ดิน การเช่า จะทำให้ผู้เช่าเสียผลประโยชน์มากกว่า

2. ดอกเบี้ยของการเช่าสินทรัพย์แบบลิสซิ่ง โดยทั่วไปมักสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธุรกิจกู้มาเพื่อซื้อสินทรัพย์นั้น

ที่มา : www.plaibang.com