ทางด่วนสู่ Tech Start Up


ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์วิสาหกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้เปิดเผยในรายการตอบโจทย์SME ในงาน Smart SME Expo 2016 ว่า บทบาทของ วว. ภายใต้สังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งพ .ร.บ. กำหนดภารกิจไว้ ซึ่งมี 3 ด้าน คือ วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ วิเคราะห์ ทดสอบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขอรับมาตรฐานสากล เป็นต้น รวมถึงประเด็นที่ วว.เข้าร่วมส่งเสริม Start Up มี 2 กลุ่ม คือ Tech Start Up และ Use Tech ซึ่ง Tech Start Up คือผู้ผลิตเทคโนโลยี ส่วน Use Tech คือผู้ใช้เทคโนโลยี คือกลุ่ม SME กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจที่มีจำนวนบุคลากร ไม่เกิน 5 คน (Micro enterprise) และเนื่องจากว่า วว.เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง จึงได้ร่วมมือกับ สนช.และสวทช. และหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการหาคนที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งต่อไปยัง Use Tech ส่วน Tech Start Up ในมุมมองของ ดร.ณัฐพล มีหลายมิติ ทั้ง ซอฟแวร์ ผู้ผลิตจุลินทรีย์ ผลิตเครื่องจักร ไบโอเทค เป็นต้น ซึ่ง วว.มีความชำนาญใน sector เครื่องจักร การเกษตร อาหาร และพลังงาน

นอกจากนี้ โครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป ซึ่งได้ความร่วมมือจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทย์ฯ โดยคูปองนี้จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยากพัฒนาสินค้าของตนเองให้เป็น OTOP แต่หากเป็น SME ให้เข้าร่วมโครงการ I-TAP แทน ซึ่งจะช่วยเหลือในเรื่องของการจัดการวัตถุดิบต้นน้ำ และเนรมิตให้ผลิตภัณฑ์เกิดความแตกต่าง รวมถึงมีนักวิจัยที่มีคุณภาพให้การช่วยเหลือ และออกแบบเครื่องจักรให้ผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น การทำสับปะรดแปรรูปที่จังหวัดลำปาง โดยจะมีนักวิจัยลงพื้นที่ เพื่อช่วยใช้ไบโอเทคโนโลยีตั้งแต่การปลูกจนถึงการเกี่ยวและไลน์ของการผลิตแปรรูป และต้องได้รับมาตรฐานด้วย เป็นต้น และวันที่ 5 ก.ค.59 ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายจะช่วยเหลือช่องทางการตลาดสำหรับผู้ที่ผ่านเข้าร่วมโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป เช่น บางจาก ไทเบฟ เซ็นทรัลพัฒนา เป็นต้น รวมถึงสถาบันการเงินมีดอกเบี้ยพิเศษให้โอทอปที่อยู่ในโครงการเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ทั้งนี้ โครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปทำงานด้วยกลไกผ่านนักวิจัย ซึ่งใช้แล้ว 220 คูปอง เหลืออีก 700 กว่าราย ส่วนปี งบประมาณ 60 ได้มาอีกเกือบ 600 คูปอง แต่จะมีภาคีคือมหาวิทยาลัยในพื้นที่ช่วย แต่จะมีนักวิจัยในกระทรวงเข้าไปร่วมด้วย

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนคือฐานรากของประเทศ ที่ดูแลภาคการเกษตร 15 ล้านคน และเกิดการรวมตัวสร้างผลิตภัณฑ์ได้ 70,000 กว่าผลิตภัณฑ์ แต่ในระบบเศรษฐกิจฐานราก 15 ล้านคน หรือ 5ล้านครัวเรือน รายได้ต่อหัวยังต่ำ ดังนั้น กระทรวงวิทย์ฯจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนมีมาตรฐานที่ดีขึ้น และ SME เข้ามาเติมเต็มเครื่องจักรนวัตกรรมได้

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช.ทำหน้าที่ลักษณะ Full Solution ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการงานวิจัย แต่ผู้ปรกะอบการ SME อยากได้รับแนวทางการแก้ไขปัญหาในเดือนหน้า หรือปีหน้า ดังนั้น โปรแกรม I-TAP (Innovation and Technology Assistance Program) (โครงการความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี) ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมที่ทำงานเชื่อมโยงกันทั้งประเทศ ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะแก้ปัญหาทางเทคนิคและแก้ปัญหานวัตกรรม ซึ่งได้จัดทำมาแล้ว 12 ปี และทำงานเชื่อมโยงไปยังสถาบันการศึกษาอุดมศึกษา(มหาวิทยาลัยของแต่ละจังหวัด) และทางมหาวิทยาลัยจะเชื่อมโยงหาคำตอบให้ ผู้ประกอบการ และหากมีค่าใช้จ่าย ทางภาครัฐจะออกเพื่อช่วยเหลืออีกครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของ SME และ OTOP คือช่องทางการตลาด ซึ่งทุกวันนี้ยังขาดในเรื่องของโลจิสติกส์ที่ดีหรือระบบที่ง่าย

ทั้งนี้ ยังมองว่าแกนกลางของประเทศไทยยังคงเป็น SME แต่ในขณะเดียวกัน SME จะทำงานได้ดีต้องทำงานคู่กับวิสาหกิจชุมชน เพราะชุมชนไม่สร้างเครื่องจักรเองแต่จะขอรับความช่วยเหลือกับ SME และทั้ง 2 ประเภทนี้ สามารถขอทุนได้กับภาครัฐ ส่วน Start Up สามารถเข้ามาเชื่อมโยงได้กับทั้ง 2 กลุ่มนี้เช่นกัน

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้จัดการโครงการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช.) เปิดเผยว่า ทุกวันนี้นวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ SME และ Start Up อย่างมาก เพราะจะสร้างความแตกต่าง สร้างทางเลือกใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นผู้นำในตลาดได้ ซึ่ง สนช.มีโครงการที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยกลไกทางการเงิน อาทิ มีโครงการ 100% แต่สนช.จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ 50-75% และหากทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยผู้ประกอบการก็ได้รู้ว่าควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร และเมื่อมาขอรับการสนับสนุนเรื่องนวัตกรรมรอบ 2 ทาง สนช.อาจจะให้เงินทุนสนับสนุน 100% ซึ่งสูงสุดรายละไม่เกิน 3 ล้านบาท

นอกจากนี้ Start Up ที่ลงทะเบียนในงาน Start Up Thailand 2016 มีประมาณ 400-500 ราย ความแตกต่างคือ SME เน้นส่งออกไปยังต่างประเทศ ต้นทุนหาเองกู้เอง แต่ Start Up มีคนสนับสนุน ต้นทุนไม่สูง แชร์หุ้นได้ และเป็นการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศแบบไร้พรมแดนด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งนี้ SME มีข้อได้เปรียบกว่า Start Up เด็กจบใหม่นั่นคือมีประสบการณ์การทำธุรกิจมากกว่า เคยล้มมาก่อน เคยยากลำบากมาก่อน ทำธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ เติบโตมาได้ระดับหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ดังนั้น หาก SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจสู่การเป็น Start Up 1.ต้องมี My Set ใหม่ 2.หานักลงทุน (VC) 3.รู้กฎกติกาของ Start Up ซึ่งคุณปริวรรตได้ยกตัวอย่าง Start Up ที่ สนช.ให้การสนับสนุนคือ Stock Radars ซึ่งเป็น APP สำหรับนักเล่นหุ้น โดยจะมีข้อมูลหุ้นแต่ละตัวทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้กับนักลงทุน และไม่ได้มองแค่ตลาดไทย เพราะ Stock Radars มีการเปิดให้บริการ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์และล่าสุดก็ไปจีน เป็นต้น ซึ่งการมองของ Stock Radars ไม่ได้มองค่าการเป็น Local Market แต่มองว่าเป็น Global Market แต่ต้องหานักลงทุนควบคู่ไปด้วย ซึ่ง Start Up เปรียบเสมือนกับการวิ่งมาราธอนแบบไม่หยุดนิ่ง แต่หากเป็น SME และ OTOP ก็อาจจะเลือกเป็นการวิ่งระยะสั้น แต่สำคัญคือ SME Start Up และ OTOP ต้องมีเทคโนโลยีนวัตกรรม