OTOP ไทยต้อง Strong


คุณพรพล เอกอรรถพร ประธานเครือข่ายโอทอปแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คำว่า OTOP ต้องดูที่ผลิตภัณฑ์เป็นหลัก นั่นคือ ภูมิปัญญาไทยในชุมชน ทั้งภูมิปัญญาไทยในอดีตหรือปัจจุบัน และจะเป็นในรูปของบุคคลธรรมดาหรือวิสาหกิจชุมชนก็ได้ ทั้งนี้นโยบาย OTOP ของไทย ได้รับแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่น คือ OVOP โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Village One Product จากเมืองโออิตะ เป็นจังหวัดเล็กๆ ทางตอนใต้ บนเกาะคิวชู ใกล้กับไต้หวันและ เกาหลี ที่นำมะนาวที่อยู่ในหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแนวทางนโยบายของญี่ปุ่น ทำจากท้องถิ่น เติบโตจากท้องถิ่น (ล่างขึ้นบน) ด้วยการนำงานมาเป็นตัวตั้ง แต่ไทยจะเป็นบนลงล่าง และใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เป็น OTOP ลืมมองไปว่าไทยมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของถิ่นนั้นๆ มีพืชท้องถิ่น และในที่สุดแล้วเมื่อมองแต่กำไร ทำให้ผู้ประกอบการก็เกิดการลอกเลียนแบบสินค้าของกันและกัน อาทิ ถ้านึกถึงบาติกก็ต้องนึกถึงภาคใต้ แต่ทุกวันนี้ไปภาคไหนก็สามารถซื้อบาติกได้ เป็นต้น อีกหนึ่งประเด็นที่นโยบายของรัฐไม่ชัดเจนคือ การนำผู้ประกอบการ OTOP ออกบูธ ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ไม่ได้หากไม่มีบูธ และนี่จึงเป็นปัญหาของ OTOP จึงกลายเป็นว่า OTOP ไทยไม่แข็งแรง มีปัญหาเรื่องการตลาด หากยังเป็นในลักษณะแบบนี้ OTOP ไทยไม่ Strong อย่างที่ภาครัฐต้องการได้จริง และหากถาม OTOP ว่า ปัจจุบันกับอดีต 15 ปีที่ผ่านมาแตกต่างกันหรือไม่ ก็จะยินเสียงว่า 15 ปีที่ผ่านมาขายดิบขายดีกว่าในยุคนี้อย่างมาก

คุณพรพล จึงมีมุมมองว่า ตลาด OTOP ในยุคนี้อยู่ตรงไหน จึงพบว่า ควรร้อยนโยบายของรัฐที่ส่งเสริม OTOP เข้าด้วยกันและมองตลาดใหม่ ซึ่งตลาดของ OTOP คือตลาดในประเทศไทย ด้วยการทำการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรักในภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อให้เกิดการใช้ของไทย และต้องใช้ให้เกิดความชิน และต้องทำให้ OTOP เป็นวาระแห่งชาติด้วยเนื่องจากนักรบ OTOP ในยุคนี้คือนักรบชุดสุดท้าย หากหมดรุ่นนี้ไป สินค้า OTOP จะหมดไปจากประเทศก็เป็นได้

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์วงจรการท่องเที่ยวในประเทศไทย จะมองออกว่ามีผู้ประกอบการไม่กี่รายที่ได้ประโยชน์ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ OTOP ไทย เพราะทุกวันนี้รายที่ได้ประโยชน์ทำธุรกิจที่ครอบคลุม ทั้งรถบริการ ที่พักและร้านจำหน่ายของที่ระลึก โดยเฉพาะสายการบินที่ยังไม่มีสินค้า OTOP จำหน่าย ซึ่งแนวทางรัฐคือทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าถึงได้อย่างแท้จริง และบีโอไอเองก็ๆได้มอบสิทธิพิเศษให้สำหรับร้านค้าที่นำสินค้า OTOP ขึ้นมาจัดจำหน่าย 200 ราย และ OTOP นั้นต้องมีระดับ 2 ดาวขึ้นไป ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และ OTOP เองก็ต้องรักษามาตรฐานให้ดียิ่งๆขึ้นไป

นอกจากนี้ รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน สร้างความนิยมในการ “ใช้” ไม่ใช่การชอบ และต้องกำหนดราคาให้ต่อสู้กับต้นทุนและการทำตลาดได้ และหากจะสร้างค่านิยมให้ต่างชาติรักและใช้ OTOP นั้น เป็นไปได้ยากกว่าการที่จะทำให้ไทยรักของไทย รวมถึงต้องหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ ซึ่งที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่นำสินค้า OTOP ไปจำหน่าย แต่สุดท้ายกลับขาย OTOP ไม่ได้ เนื่องจาก ไม่มีการโฆษณาสินค้า OTOP เพื่อให้เกิดการรับรู้และการจูงใจ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญสำหรับ OTOP และ OTOP ยังไม่มีความรู้เรื่องช่องการออนไลน์ ภาครัฐเองก็ต้องสนับสนุนให้ความรู้ OTOP โดยด่วน