ธุรกิจคุณสุขภาพดีหรือไม่ ? ง่าย ๆกับวิธีเช็กสภาพคล่องที่ใคร ๆก็ทำได้


https://www.youtube.com/watch?v=L0FOeKoGQ1o&feature=youtu.be

เอสเอ็มอี รู้แล้วรอด สภาพคล่องเช็กได้ ง่ายนิดเดียว

ธุรกิจคุณจะสุขภาพดีหรือไม่ ไม่ใช่ดูที่กำไรหรือยอดขายเพียงอย่างเดียว เอสเอ็มอีต้องรู้จักเช็กสภาพคล่องให้เป็นด้วย แต่ก่อนจะเช็กสภาพคล่องได้ ต้องมาทำความรู้จักกับงบการเงินตัวหนึ่งที่เรียกว่า “งบดุล” กันก่อน
งบดุล หรืองบแสดงฐานะทางการเงิน ประกอบด้วยส่วนสินทรัทย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ณ เวลาหนึ่ง ๆ ก็เหมือนกับคนทั่วไป เราจะบอกว่าเค้าฐานะดีหรือไม่ ดูคร่าว ๆจากสินทรัพย์ที่เค้ามี แล้วดูลึกลงไปว่าเค้าต้องเป็นหนี้ หรือจับจ่ายเงินซื้อเองเป็นสัดส่วนมากแค่ไหน มองคร่าว ๆถ้ามีหนี้มาก็เสี่ยงมากนั่นเอง

มีอะไรในงบดุล ?
– ส่วนแรกสินทรัพย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ที่มีสภาพคล่องสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว โดยปกติไม่เกิน 1 ปี อีกประเภทคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น อาคาร ที่ดิน ค่าอุปกรณ์ เครื่องจักรต่าง ๆที่มีอายุเกิน 1 ปี
– ส่วนที่สองคือหนี้สิน มี 2 ประเภท คือหนี้สินหมุนเวียนที่มีระยะเวลาที่ต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า ภาษีเงินได้ค้างจ่าย อีกประเภทคือหนี้สินไม่หมุนเวียน ที่มีระยะเวลาจ่ายคืนมากกว่า 1 ปี เช่น เงินกู้ระยะยาว
– ส่วนสุดท้าย คือส่วนของเจ้าของ หรือส่วนทุน เช่น หุ้นหรือเงินลงทุน กำไรหรือขาดทุนสะสม

ลองมาเช็กสภาพคล่องง่าย ๆแบบที่ใคร ๆก็ทำได้
สภาพคล่อง คือความสามารถในการจ่ายหนี้ระยะสั้น สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ อาการขาดสภาพคล่องมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะยอดขายมากแต่ลูกค้ายังไม่จ่ายจนทำให้เงินสดขาดมือ หมุนเงินชำระหนี้ไม่ทัน สต็อกขายไม่ออก นี่แค่เริ่มต้นอาการเหล่านี้ตรวจจับได้ไม่ยาก เพราะเครื่องมือเช็กสภาพคล่องมีพร้อมให้คุณ
1. อัตราส่วนทุนหมุนเวียน เช็กสภาพคล่องจากความสามารถในการจ่ายหนี้สินหมุนเวียนโดยรวม คำนวณง่าย ๆ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ค่ายิ่งสูงกว่า 1 เมื่อไรยิ่งปลอดภัย แต่ถึงอัตราที่ได้จะมีค่าสูงก็อย่าเพิ่งหลงดีใจ เพราะอาจสูงจากยอดสินค้าคงเหลือในสต็อก ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ สินค้าอาจล้าสมัยกว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดมาชำระหนี้ได้ต้องใช้เวลา ถ้าอยากรู้อัตราสภาพคล่องที่แท้จริง ต้องมาตรวจอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว แค่เอาสินค้าคงเหลือหักลบจากสินทรัพย์หมุนเวียน แล้วหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ผลลัพธ์ที่ได้ค่ายิ่งสูงธุรกิจยิ่งคล่อง
2.อัตราการหมุนเวียนลูกหนี้การค้าวัดความสามารถในการเรียกเก็บหนี้ หากคุณมีปัญหาเหล่านี้ ยอดขายดีแต่เงินขาดมือ อยากรู้ว่าเพราะอะไรต้องลองเช็กที่ลูกหนี้ เงินที่คุณยังเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ก็คือเงินที่ต้องหามาสำรองหมุนให้ทันนั่นเอง ยิ่งเรียกเก็บหนี้ได้ช้า หรือมีลูกหนี้เยอะ ยิ่งต้องหาเงินมาสำรองไว้เยอะ นั่นก็แปลว่ายิ่งขาดสภาพคล่อง อย่าเพิ่งกังวลไป คุณสามารถคำนวณอัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้าไว้เช็กสภาพคล่องให้สบายใจได้ เพียงแค่นำยอดขายเชื่อรวมต่อรอบ ซึ่งเป็นยอดขายที่ยังเรียกเก็บเงินไม่ได้ทั้งหมดของธุรกิจรวมกันหารด้วยลูกหนี้ถัวเฉลี่ย อัตราการหมุนเวียนลูกหนี้ยิ่งสูง แสดงว่าเก็บหนี้ได้มากครั้ง ถ้าอยากรู้ต่อว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเก็บเงินจากลูกหนี้มา ก็แค่เอา 365 วัน หารด้วยอัตรการหมุนเวียนลูกหนี้ จะได้เป็นระยะเวลาเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ จำนวนวันที่คำนวณมาได้ยิ่งระยะเวลาสั้นยิ่งดี แสดงว่าเก็บได้เร็ว
3.อัตราการหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า เช็กสภาพคล่องจากความสามารถในการต่อรองหนี้ คุณเคยชักหน้าไม่ถึงหลัง มีเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ไม่ทันไหม ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ มักให้เครดิตเทอมกับลูกค้ายาว แต่กลับได้เครดิตเทอมจากเจ้าหนี้สั้น ได้เงินมาไม่ทันวันจ่ายหนี้ทุกทีไป ถ้าสำรองเงินไว้ไม่พอก็ต้องไปหายืมมาหมุนอีก ดังนั้นต้องหมั่นดูแลลูกหนี้ และเจ้าหนี้การค้าไปพร้อม ๆกันจะได้วางแผนการหาเงินสำรองไว้หมุนได้พอดี แถมยังสามารถไปต่อรองหนี้ได้อีกด้วย
วิธีดูภาพคล่องในส่วนเจ้าหนี้นั้นคล้ายกับกรณีลูกหนี้ คิดอัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า ได้จากการนำยอดซื้อเชื่อรวมต่อรอบซึ่งเป็นยอดซื้อที่ยังไม่ได้ชำระเงินของกิจการเราหารด้วยเจ้าหนี้ถัวเฉลี่ย อัตราที่ได้ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี แปลว่าจ่ายหนี้คืนน้อยครั้งใน 1 ปี นำมาหาระยะเวลาเฉลี่ยในการจ่ายหนี้การค้า โดยการนำ 365 วัน หารด้วยอัตราการหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า ยิ่งจำนวนวันมากแสดงว่ามีระยะเวลาจ่ายหนี้นาน เอาเงินหมุนเวียนในธุรกิจไปทำอย่างอื่นได้ก่อน
4. อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ บ่งบอกความสามารถในการบริหารสต็อก ดูความสามารถในการขายสินค้า เอสเอ็มอีหลายรายมักเข้าใจผิด คิดว่ามีของในสต็อกเยอะแล้วจะปลอดภัย แต่อย่าลืมว่าทุกวันที่ผ่านไปย่อมหมายถึงความเสื่อมของสต็อก รวมถึงต้นทุนที่จมอยู่ในสต็อกด้วยเช่นกัน เมื่อไรก็ตามที่ยอดสินค้าคงเหลือเริ่มสูงผิดปกติ อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะนี่คืออีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่คุณต้องระวัง เอสเอ็มอีที่สุขภาพดีจริง ต้องรู้ว่าควรสต็อกของแค่ไหนและต้องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการขาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าควรมีสต็อกของเท่าไหร่ อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือช่วยได้ สามารถเช็กได้ด้วยการเอาต้นทุนขายหารด้วยสินค้าคงเหลือเฉลี่ย ถ้าอัตราสูงแปลว่าขายคล่อง มาหาระยะเวลาขายสินค้าในสต็อกกันต่อ โดยการเอา 365 วัน หารด้วยอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ ระยะเวลายิ่งสั้นเท่ากับขายได้เร็ว เพียงแค่นี้คุณก็ได้แนวทางช่วยการวางแผนสต็อกง่าย ๆ ไม่ต้องสต็อกของแบบขาด ๆเกิน ๆอีกต่อไป
เห็นแล้วใช่ไหมว่าเราจะดูแค่ยอดขายเยอะ กับกำไรมาก แล้วฟันธงว่าธุรกิจดีชัวร์ไม่ได้ มาอ่านงบการเงินให้เป็น จะได้มีเครื่องมือช่วยเช็กสุขภาพการเงินและวางแผนบริหารธุรกิจคุณได้แบบสบาย ๆ แต่ละอุตสาหกรรมมีธรรมชาติการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน จึงควรนำอัตราส่วนการคำนวณที่ได้ไปเทียบกับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของอุตสาหกรรมเดียวกับธุรกิจคุณ จะได้รู้ว่าธุรกิจคุณดีตามมาตรฐานหรือไม่ ได้เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพการเงินกันไปเยอะแบบนี้ อย่าปล่อยไว้เฉย ๆ หมั่นเอามาใช้จับสัญญาณเตือนภัยทางการเงินที่มีอาการต่าง ๆเช่น อัตรากำไรต่อยอดขายลดลงเรื่อย ๆ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้นานขึ้น อัตราการหมุนเวียนของเจ้าหนี้ทางการค้าสูงขึ้นเร็วมาก มูลค่าสินค้าคงคลังสูงผิดปกติ แค่อ่านอาการผิดปกติเหล่านี้ในงบการเงินให้ออก แล้วเร่งแก้ให้ทันธุรกิจคุณก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะธุรกิจจะดีหรือไม่ดี สภาพคล่องเอสเอ็มอีต้องดูให้รอบ เอสเอ็มอีรู้แล้วรอด !!

ขอบคุณข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทย