เช็คให้ดี!! ก่อนเริ่มต้นธุรกิจผิดทางสำหรับ Start Up


นายกิตตินันท์ อนุพันธ์ CEO Anywhere to go & Claim di ได้กล่าวถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มมากขึ้น สมาร์ทโฟนถือเป็นปัจจัยที่ 5 ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ดังนั้นการสร้างแอปพลิเคชันเป็นการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นที่มาของการเกิดสตาร์ตอัพ ความแตกต่างระหว่างสตาร์ตกับเอสเอ็มอี คือ เอสเอ็มอีจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆโตและแตกกิ่งก้านสาขา แต่สตาร์ตอัพจะเป็นต้นไม้ที่โตแบบก้าวกระโดดในแนวตรงจนสุดโดยมีเป้าหมายว่าต้องทำให้ได้เป็นร้อยล้านหรือพันล้านใน 5 ปี แล้วค่อยเลือกว่าตรงยอดนั้นจะหันไปทางใด เช่น เลือกเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นต้น

สำหรับแหล่งเงินทุนของสตาร์ตอัพจะมาจากนักลงทุนหรือผู้ที่จะมาร่วมเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะต่างกับเอสเอ็มอีที่แหล่งเงินทุนจะเน้นที่สถาบันการเงิน โดยสรุปคือ สตาร์ตอัพจะมีความเป็นเอสเอ็มอี แต่ไม่ใช่เอสเอ็มอีทุกคนที่เป็นสตาร์ตอัพ แต่ทว่าความหมายคำว่าสตาร์ตอัพของภาครัฐกับกลุ่มของสตาร์ตเองยังไม่มีความหมายที่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งร้อย 100% เช่น ในมุมของภาครัฐมองว่าการเริ่มต้นขายสินค้าหรือทำธุรกิจอะไรก็ตามถือเป็นสตาร์ตอัพได้ทั้งสิ้น ดังนั้นนโยบายการส่งเสริมสตาร์ตอัพจึงมุ่งนั้นไปที่การส่งเสริมให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ขายของและยังไม่จดทะเบียนเป็นบริษัท ให้ได้มีโอกาสพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมที่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนายกิตตินันท์ ไม่ปฏิเสธว่ากลุ่มดังกล่าวมีความสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่กลุ่มที่เป็นสตาร์ตอัพที่อธิบายในตอนต้นยังไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือจากนโยบายของภาครัฐอย่างแท้จริง

ทั้งนี้กฎหมายในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอก็ยังมีกฎเกณฑ์บางข้อที่เป็นเสมือนกำแพงทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถตัดสินใจร่วมลงทุนกับสตาร์ตอัพไทยได้เต็มที่ จึงใช้วิธีดึงเอาสตาร์ตอัพไทยที่มีฝีมือไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เมื่อธุรกิจของสตาร์ตอัพไทยทำเงินได้ เงินก็ไหลออกไปต่างประเทศเพราะสตาร์ตอัพส่วนใหญ่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนที่ต่างประเทศแทนนั้นเอง ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรทำเพื่อให้เกิดการส่งเสริมสตาร์ตอัพกลุ่มนี้ได้ตรงจุด คือต้องมีการพูดคุยสร้างความเข้าใจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันก็จะสามารถปั้นสตาร์ตอัพที่ทำเงินให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล