เทคนิคสร้างการเติบโตธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล


ในปัจจุบันสื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยประหยัดต้นทุนการตลาด เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วมากกว่าสื่ออื่นๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการยุคใหม่จำเป็นต้องแสวงหาความรู้เพื่อมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ รวมถึงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสู่ยุค 4.0 ที่สื่อดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งธนาคารกรุงเทพ ตระหนักถึงศักยภาพของ SME จึงมีความตั้งใจจริงที่จะเพิ่มความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดให้กิจการของตนให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และขยายธุรกิจต่อไป

เพื่อให้ SME สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัลได้ SME Social Planet โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนา “ดิจิทัล มาร์เก็ตติง สาหรับธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว” ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่  7 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา

คุณประโยชน์ จิตสุขุมมงคล

คุณประโยชน์ จิตสุขุมมงคล

โดยช่วงแรกของงานสัมมนา เป็นการกล่าวเปิดงานโดยคุณประโยชน์ จิตสุขุมมงคล SVP ผู้จัดการภาค ลูกค้าธุรกิจรายกลาง ต่างจังหวัด ธนาคารกรุงเทพ จากัด (มหาชน) ซึ่งเนื้อหาที่คุณประโยชน์กล่าวมีใจความสำคัญว่า

“ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว ถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดผู้นำการท่องเที่ยวในลำดับต้น ๆ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้เข้ามาท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ในนามของธนาคารกรุงเทพ ขอเรียนว่า ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนโยบายที่เราให้ความสำคัญกับ SME คือการตระเวนให้ความรู้ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ SME ตามจังหวัดต่าง ๆ ภูเก็ตถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการ SME ที่เป็นลูกค้าของธนาคารกรุงเทพมากและเหนียวแน่น

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษ “เทคนิคการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว” โดย คุณเดชา วัฒนสุพงษ์ (โค้ชหมี) กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิดมีฤทธิ์ จำกัด โดยโค้ชหมีหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจ พูดถึงความสำคัญของโลกดิจิทัล ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน และแนวโน้มความสำคัญที่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

คุณเดชา วัฒนสุพงษ์ (โค้ชหมี)

คุณเดชา วัฒนสุพงษ์ (โค้ชหมี)

โค้ชหมีกล่าวว่า “ในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2020 จะมีประชากรบนโลกประมาณ 7-8 พันล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นกว่า 50% จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และในตอนนั้นคาดการณ์ว่าเฟซบุ๊กจะมียูสเซอร์ประมาณ 2 พันล้าน ยูสเซอร์ เราไม่สามารถหนีโลกดิจิทัลได้ เป็นสิ่งสำคัญนอกจากปัจจัย 4 ที่เราเริ่มขาดไม่ได้ ในยุคหน้าอินเทอร์เน็ตจะเป็นเหมือนสาธารณูปโภค เป็นยุค IOT หรือ Internet of Thing ดังนั้นกับคำถามที่ว่า เราจะเริ่มต้นธุรกิจด้วยออนไลน์ดีหรือไม่ หากจะให้ตอบประเด็นก็คือ ทุกวันนี้ออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอด ถ้าหากยังลังเลอีกไม่กี่ปีข้างหน้าธุรกิจของเราอาจจะหายไปเลยก็เป็นได้ อย่างเช่นการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเดิน ไม่ต้องเสียเวลาขับรถ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้”

ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเราต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก อะไรที่เป็นประโยชน์ต้องนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราให้ได้ มีประโยคหนึ่งที่สำคัญซึ่งเคยได้ยินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีคนบอกว่า “ณ วันนี้เราอาจจะเรียกว่าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง แต่อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีแค่มาร์เก็ตติ้ง เพราะทุก ๆ อย่างจะกลายเป็นดิจิทัลไปหมด” ซึ่งตอนนี้ผ่ามมาแค่ 3 ปี ทุกอย่างก็เริ่มเป็นเช่นนั้นแล้ว อย่างธุรกิจโรงแรมก็เช่นกัน อย่างเช่นเราเปิดโรงแรมอยู่ที่ภูเก็ต มีเอเย่นต์ส่งลูกค้ามาให้ตามปกติ จนวันหนึ่งอาจมีใครก็ไม่รู้ที่อยู่อีกฟากโลกหนึ่งมาแย่งลูกค้าเราไป ซึ่งสามารถทำได้ในโลกดิจิทัล” โค้ชหมีกล่าว

จากนั้นโค้ชหมีได้บรรยายต่อในเรื่องการสร้างโอกาสให้ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว โดยเน้นไปที่การสร้าง Virtual Experience

“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญในเรื่องการตลาด หากใครเรียนด้านนี้มาคงต้องรู้จัก ฟันแนล ซึ่งก็คือวิธีสร้างการรับรู้ให้คนรู้จักแบรนด์ของเราเยอะ ๆ คำถามคือหากเราต้องทำให้คนสนใจสินค้าของเราเยอะ ๆ ต้องทำอย่างไร คือต้องสร้างความรู้สึกที่เรียกว่า Virtual Experience คือสร้างให้คนเกิดความรู้สึกมโน มโนไปว่าใช้สินค้าหรือบริการของเราแล้วจะดี ให้เขาเห็นภาพคิดตาม ถ้าหากสามารถทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ได้ โอกาสที่จะขายของหรือบริการได้มีสูง

จากนั้นโค้ชหมีได้อธิบายการสร้าง Virtual Experience สำหรับธุรกิจภาคโรงแรมไว้ว่า “สำหรับธุรกิจโรงแรมแบ่งเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือใช้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อ แบ่งเป็นเหตุผลน้อยและเหตุผลมากในการตัดสินใจซื้อ อีกกลุ่มใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ แบ่งเป็นอารมณ์น้อยและอารมณ์มากในการตัดสินใจซื้อ หากเราเป็นโรงแรมที่เน้นราคาอย่างเดียวก็จะอยู่ในกลุ่มเหตุผล ก็สู้ในเรื่องราคาอย่างเดียว แต่หากเป็นโรงแรมที่แขกมาพักอาจเป็นนักธุรกิจ กลุ่มนี้สิ่งที่ควรทำก็จะเป็นเรื่องการรีวิว ให้ข้อมูลต่าง ๆ กับคนที่จะมาพัก แต่หากเป็นส่วนของโฮสเทล เวลาทำคอนเทนต์จะต้องเน้นเรื่องของอารมณ์ ประสบการณ์ ว่านักท่องเที่ยวที่มาจะได้อะไรบ้าง แต่หากเป็นเรื่องของราคาด้วย ใช้อารมณ์ด้วย เป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว คอนเทนต์ที่จะนำเสนอต้องเน้นในเรื่องของความสุข เพราะไม่ได้ขายห้องพัก แต่ต้องทำให้คนที่มาพักโรงแรมระดับนี้มีความสุขให้ได้

สรุปก็คือ หากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับโรงแรมและการท่องเที่ยวสิ่งที่ต้องทำก็คือ Virtual Experience คือสร้างมโนให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของกลุ่มลูกค้า สิ่งที่สำคัญคือรูป ต้องลงทุนเรื่องรูป เลือกรูปที่สวย ๆ ใช้กล้องหรือจ้างช่างภาพฝีมือดีมาเพื่อให้รูปน่าสนใจที่สุด อาจสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจด้วยภาพหรือวิดีโอบอกเล่าเรื่องราวให้คนเกิดความรู้สึกมโน ก่อนตบท้ายด้วยการขายทัวร์หรือบริการ” โค้ชหมีกล่าวทิ้งท้าย

และในช่วงที่ 2 เป็นการเสวนาในหัวข้อ “กลยุทธ์การใช้ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สำหรับธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว โดยคุณธีรศานต์ สหัสสพาศน์ คณะทางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ คุณชวาทิก วนาเกษมสันต์ ผู้อานวยการฝ่ายบริหาร บริษัท คอมมอนแอเรีย จำกัด

คุณธีรศานต์ สหัสสพาศน์  (กลาง) คุณชวาทิก วนาเกษมสันต์  (ขวา)

คุณธีรศานต์ สหัสสพาศน์ (กลาง) คุณชวาทิก วนาเกษมสันต์ (ขวา)

เปิดประเด็นด้วยคำถามถึงแนวโน้มธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวในปี 2560 ซึ่งคุณไอซ์ ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า “ในส่วนรัฐบาลมองว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพขึ้นมาได้ ต้องการเชื่อมโยงและกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด  ทุกวันนี้เราโดนท้าทายจากรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ  มีการแข่งขันในเรื่องของราคา ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เราแข่งขันได้ในวันนี้คืออัตลักษณ์และตัวตนของเรา อย่างภูเก็ตก็เป็นจังหวัดที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสตรีตฟู้ด วัฒนธรรมวิถีชีวิตดั้งเดิม ตึกและอาคารเก่า ๆ ที่มีเสน่ห์ในเมือง คาแร็กเตอร์ของเมืองสามารถนำมาเป็นมูลค่าในธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากเราไม่มองข้ามเรื่องราวเหล่านี้ แล้วเอามาต่อยอด แนวโน้มธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวในปีหน้าก็คงมีทิศทางที่น่าสนใจ สามารถแข่งขันกับตลาดท่องเที่ยวในต่างประเทศได้ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือในเรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทาง ประเด็นตรงนี้ต้องตอบโจทย์เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว”

กับถามเดียวกัน คุณวิน ชวาทิก วนาเกษมสันต์ อธิบายว่า “หากโฟกัสในส่วนแค่ภูเก็ต เราจะคุ้นเคยว่าจะเน้นนักท่องเที่ยวที่มาจากยุโรป แต่ทุกวันนี้ยุโรปเปลี่ยนไป ที่มาแทนก็คือนักท่องเที่ยวจีน ธุรกิจท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เทรนด์การท่องเที่ยวในแต่ละปีค่อนข้างมีความแตกต่างกันมากกว่าสมัยก่อน ดังนั้นสิ่งที่อยากจะให้มองในปีหน้าคือ AEC ซึ่งผู้ประกอบท่องเที่ยวส่วนมากจะมองที่ตลาดต่างประเทศเช่น ยุโรป อเมริกา แต่มองข้ามประเทศเพื่อนบ้าน AEC ซึ่งกลุ่มนี้มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน ซึ่งกลุ่มลูกค้า AEC สามารถเดินทางมาประเทศไทยโดยใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางน้อย ซึ่งจะเป็นกลุ่มสำคัญเพราะสะดวกสามารถมาเที่ยวในระยะสั้น ๆ ได้”

และในส่วนของการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวของไทยนั้น ทั้ง 2  ท่านให้ความเห็นว่า คุณชวาทิก : “มองว่าผู้ประกอบการภูเก็ตมีความเข้มแข็ง เช่นที่เคยผ่านวิกฤติสึนามิมาได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือเราจะยึดติดกับความสำเร็จในอดีตไม่ได้ และเนื่องจากลูกค้ายุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวตามให้ทันกันด้วย และในส่วนของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารซึ่งเป็นหัวใจหลักของการท่องเที่ยวนั้นยิ่งต้องใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มาก ซึ่งปัจจุบันโรงแรมต่าง ๆ ได้พยายามสร้างไลฟ์สไตล์ให้กับตัวเองมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีรสนิยมในการเข้าพัก ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นหนึ่งในการปรับตัวที่เหมาะสมของผู้ประกอบการ”

คุณธีรศานต์ กล่าวว่า “ในมุมมองของรัฐบาล ผู้ประกอบการควรมีการปรับตัว คือต้องสร้างภาพของความเอาใจใส่ และภาพของความจดจำที่น่าประทับใจ ต้องดึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนที่โดดเด่นออกมาให้ได้ โดยล่าสุดจากการเสิร์ชคำว่าอาหารและภูเก็ต ที่ขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นร้านของฝรั่งหรือร้านที่มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติ แทบจะไม่มีร้านไทยเลย ต้องวางแผนการต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์กับเทรนด์ของการท่องเที่ยวในยุคนี้ คือไปเที่ยวที่ไหน ไปอย่างไร พักที่ไหน ซึ่งตรงจุดนี้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสามารถช่วยได้ ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวรู้จักเรา ค้นหาข้อมูลแล้วเจอเราเป็นอันดับแรก ๆ”

และในส่วนของภาครัฐกับเครื่องมือที่นำมาช่วยผู้ประกอบการนั้น คุณไอซ์แนะนำว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดหลักสูตร Digital Jam เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง และให้เห็นถึงศักยภาพตลอดจนสามารถดึงศักยภาพมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการแข่งขันของผู้ประกอบการในด้าน Digital Media marketing ได้ตระเวนจัดไปแล้วหลายจังหวัด ซึ่งถ้าหากใครสนใจสามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดได้ที่ [email protected]

สุดท้ายสำหรับประเด็นเรื่องการต่อยอดทางธุรกิจเพื่อพิชิตตลาดด้วยดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านสรุปว่า คุณธีรศานต์ : “เชื่อว่าผู้ประกอบการและทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้มีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แค่นำสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวซึ่งมีเรื่องราว มีความน่าสนใจ และจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสามารถนำมาสร้างคุณค่าแล้วสะท้อนความเป็นตัวเราอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นสยามเมืองยิ้มสัญลักษณ์ประจำประเทศไทย และด้วยตลาดการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราชาวภูเก็ตเองก็จะเป็นเหมือนตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้มีภาพลักษณ์เรื่องการท่องเที่ยวที่งดงามและยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

คุณชวาทิก : “สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมกับดิจิทัลมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อเราจะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ต้องพร้อมรับมือกับคำวิจารณ์และการรีวิวที่ไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนในเรื่องการต่อยอดนั้นอยากให้มองในเรื่องของความเป็นไทย บวกกับเรื่องที่อยู่ในกระแสนิยม อย่างในปัจจุบันที่คนกำลังสนใจในเรื่องของสุขภาพ ก็สามารถจับเรื่องมวยไทยที่เป็นกีฬามาเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพดีได้ เช่นโปรโมตว่าเรียนชกมวยกับเราสามารถเผาผลาญได้ 3,000 แคลอรี ต้องมองให้ออกว่าคอนเทนต์คืออะไร ความเป็นไทยคืออะไร ต้องครีเอทเนื้อหาให้ได้แล้วหาวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ต้องเข้าใจคาแร็กเตอร์ลูกค้าว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่ หากเป็นธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ก็ต้องต่อยอดโดยการหามุมบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นจุดเด่นของตัวเอง แล้วเสนอคอนเทนต์ในแบบที่แตกต่างจากเดิมเพื่อความน่าสนใจ”