ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ส่งมอบโครงการปรับปรุงสถานที่เรียนรู้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ชุมชนเกาะมุสลิม
เมื่อเร็วๆ นี้ นายนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ และนายประชา เตรัช ที่ปรึกษาด้านประสาน ส่วนราชการสัมพันธ์ ตัวแทนคณะผู้บริหาร บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จํากัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการปรับปรุงสถานที่เรียนรู้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนวัยเรียน ชุมชนเกาะมุสลิม แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการปรับปรุงสถานที่เรียนรู้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ชุมชนเกาะมุสลิม ตั้งอยู่ในซอยอ่อนนุช 86 ดำเนินการขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน และใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของศูนย์เด็กเล็กฯ ตลอดจนใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน นอกจากนั้นยังมีการมอบตุ๊กตาและของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กด้วย โดยมีผู้แทนจากสำนักงานเขตประเวศ ผู้แทนจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตลอดจนประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ชุมชนเกาะมุสลิม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีดังกล่าว โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้ฯ ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR อื่นๆ อีกมากมาย กับชุมชนรอบๆ พื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ […]



ต้นทุนการทำนานั้นอย่างที่รู้ๆ กันว่าในปัจจุบันมีต้นทุนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงาน หรือแม้แต่กระบวนการผลิตที่เปลี่ยนไปทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น นั่นทำให้ชาวนาในปัจจุบันประสบปัญหาได้ไม่คุ้มเสียแต่ก็ยังมีชาวนาอยู่กลุ่มนึงในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จากที่ทำนาแล้วมีแต่ขาดทุน เพราะที่นามีน้อยเมื่อหักค่าใช้จ่ายจึงไม่คุ้มทุน เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 200,000 บาท เปลี่ยนที่นามา “ขุดบ่อทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามแดงและเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” สร้างรายได้มากกว่าทำนาหลายเท่าตัว
จากการทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ในวงบ่อซีเมนต์ จำนวน 5 บ่อ เพียง 6 เดือนก็เริ่มทยอยขายได้ รวมรายได้กว่า 50,000 บาท จึงตัดสินใจแบ่งที่นา 1 ไร่ ขุดบ่อดิน 3 บ่อเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอย่างจริงจัง โดยลงทุนค่าขุดบ่อ เดินสายไฟ และเจาะบ่อบาดาล รวมๆ แล้วเกือบแสนบาท และนำพันธุ์กุ้งมาลง หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน วิดบ่อรอบแรก ก็มีคนมาซื้อถึงสระ ได้เงินสด 300,000 บาท และยังทยอยขายได้เรื่อยๆ รวมรายได้แล้วกว่า 500,000 บาท ตอนนี้วิดบ่อรอบที่ 2 แล้ว แม้จะได้จำนวนน้อยกว่าเดิม เพราะว่าฤดูหนาวกุ้งไม่ค่อยผสมพันธุ์และวางไข่ แต่ก็น่าจะขายได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท นอกจากนี้ ยังเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลานิล ควบคู่ไปด้วย ส่วนคันบ่อเลี้ยงกุ้งและหัวไร่ปลายนายังปลูกพืช ผัก ผลไม้ แบบอินทรีย์อีกหลายชนิด ทั้งกล้วย คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว ฯลฯ ทำให้มีรายได้เข้าบ้านทุกวันและนายสันติและนางสำรวย เกษตกรที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวยังกล่าวด้วยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงใช้ต้นทุนไม่สูง สามารถเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก็ได้ ถ้ามีที่มากๆ จะเลี้ยงในบ่อดินก็ยิ่งทำให้กุ้งเจริญเติบโตได้ดี ให้อาหารเม็ด วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็น เพราะกุ้งหากินตอนกลางคืน ส่วนเรื่องตลาดนั้น สามารขายได้ทั้งกุ้งนิ้ว กุ้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และกุ้งเนื้อ ราคากิโลกรัมละ 400 – 1,500 บาท ใครที่กำลังประสบปัญหาอย่างชาวนากลุ่มนี้ก็ลองนำแนวคิดดีๆ นี้มาปรับใช้ดูได้นะคะ