“สมคิด” ย้ำงานที่ทำไม่ใช่ประชานิยม


รองนายกรัฐมนตรี ย้ำงานที่ทำไม่ใช่ประชานิยม แต่พยายามดันเอสเอ็มอีและเกษตรกรให้พ้นวิกฤต

       นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของรัฐบาลด้านการดูแลเศรษฐกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ในช่วงที่เข้ามาบริหารงานนั้นได้เผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหลัก 2 เรื่อง ประการแรก คือภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนกำลัง จากเหตุผลคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งปัญหาข้าว ยางพารา ซึ่งมีคนไทยไม่น้อยกว่า 20-30 ล้านคนที่เป็นเกษตรกรได้รับผลกระทบ ดังนั้นเมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงทำให้อำนาจซื้อหดหาย อุปสงค์ในตลาดก็หาย

         นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา อำนาจซื้อในระบบก็หายไป และปัญหาสุดท้าย คือ คนไทยขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก ด้วยผลพวงจากภาวะเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ทั้งความไม่สงบ ความไม่มีเสถียรภาพ และข่าวเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในทุกวัน ซึ่งถ้าคนไทยไม่เชื่อมั่น อย่าหวังว่านักลงทุนต่างประเทศจะเชื่อมั่น เกิดการชะลอการลงทุน เพื่อดูว่าประเทศไทยนั้นอนาคตจะเป็นอย่างไร

          ปัญหาอีกด้านคือ ไทยกำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย คือ ระบบเศรษฐกิจโครงสร้างของไทยเริ่มไม่สมดุล เพราะการเติบโตในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ลงสู่ชนบทฐานราก การเจริญเติบโตกระจุกตัวที่อุตสาหกรรม เกิดความไม่เท่าเทียมกันของในประเทศ และทำให้ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออก เพราะไม่สามารถพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม การมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจ สิ่งที่ดีคือจะต้องอิงเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ

         ทั้งนี้สิ่งที่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา คือ ความชัดเจนของการทำงาน ความมุ่งมั่นในการเดินตามแผน และมีมาตรการที่จับต้องได้ เพื่อก่อให้เกิดการหมุนเวียนเชิงเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยยืนยันว่าโครงการต่างๆ ไม่ใช่การทำประชานิยม แต่เป็นการออกมาตรการเพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบปัญหา ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่มีรายได้น้อย ตั้งแต่การเร่งรัดโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน และมาตรการช่วยเหลือ SMEs เรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ