“นาโนไฟแนนซ์” โดนเมินชาวบ้านไม่รู้จัก


สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านมากว่า 8 เดือนจุดไม่ติด ด้านผู้ประกอบการก็รับได้พร้อมลุยต่อ

       หลังจากทางการกดปุ่มเปิด “นาโนไฟแนนซ์” ตั้งแต่ เม.ย. 58 พร้อมฝันให้เป็นช่องทางให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น ช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ทะยานไม่หยุด กลายเป็นปัญหาฝังรากลึก กัดเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตคนไทย โดยสิ้นปี 57 หนี้นอกระบบสูงกว่า 5 ล้านล้านบาท แต่ละครัวเรือนมีหนี้นอกระบบสูงถึงครัวเรือนละ 600,000 บาท ถึง 1.5 ล้านบาท ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีถึง 8 ล้านครัวเรือน คิดเป็นหนึ่งในสามของครัวเรือนไทยทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน  แต่เมื่อล่วงเลยมากว่า 8 เดือน ดูเหมือนว่าประกายความหวังจาก “นาโนไฟแนนซ์” ดังกล่าว กลับจุดไม่ติด หนี้ครัวเรือนยังพุ่งต่อเนื่อง

       สำหรับตัวเลขการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ช่วง 5 เดือนแรกหลังเปิดดำเนินการ (พ.ค.-ก.ย. 58) มีเงินปล่อยกู้เพียง 59.01 ล้านบาท จากลูกหนี้ 3,141 ราย ผ่าน 5 บริษัท คือ บริษัท เมืองไทยลีสซิ่ง จำกัด, บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด, บริษัท ไทยเอซแคปปิตอล จำกัด, บริษัท สหไพบูลย์ จำกัด และบริษัท แมคคาเล กรุ๊พ จำกัด  เรียกว่าตัวเลขน้อยอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่ผู้ประกอบการหลายค่าย ประกาศความฟิต พร้อมลงสนามแข่งอย่างคึกคักและอัดเงินปล่อยกู้เต็มที่ แต่พอแตะสนาม กลับตาลปัตรล้มไม่เป็นท่า ด้วยความที่นาโนไฟแนนซ์ เป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ทำให้มีความเสี่ยงปล่อยกู้สูง ขณะที่ผู้ขอกู้มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงเช่นกัน

        โดยเกณฑ์ปล่อยกู้นาโนฯ นั้น ยึดหลักกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งถือว่าดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบ และไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่ต้องมีรายได้ประจำ หรือมีสลิปเงินเดือน หรือเคยเปิดบัญชีกับธนาคาร หากผู้กู้เคยติดเครดิตบูโร ก็ยังอนุโลมผ่อนผันให้ ส่วนผู้ประกอบการนั้น ต้องมีใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท มีอัตราส่วนหนี้สินรวมทั้งสิ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ดี/อี) ไม่เกิน 7 เท่า ที่สำคัญ ต้องพิจารณาความเสี่ยงเอง หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นรัฐบาลไม่รับผิดชอบ

          ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำกัดความเสี่ยง ด้วยการเลือกปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการคุ้นเคย หรือทำธุรกิจอยู่แล้ว แต่ต้องการเงินต่อยอดขยายธุรกิจ มากกว่าการขยายตลาดไปสู่ลูกค้าใหม่ ส่งผลให้การเข้าถึงสินเชื่อนาโนฯ ภาคประชาชนจึงเป็นไปได้ยากอยู่ดี