เงินพร้อม..โค้ชพร้อม!! รัฐลุยปั้นเถ้าแก่หน้าเด็ก


รายการข่าวเที่ยงวันทันกระแส รายงานว่า ภายหลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ “สานพลังประชารัฐขับเคลื่อนเอสเอ็มอีไทย” ว่ากระทรวงการคลังเตรียมจัดตั้ง “สตาร์ทอัพ เซ็นเตอร์” โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะใส่เงินเข้ามา 3-4 พันล้านบาท และจะดึงธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่งประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย 2 พันล้านบาท เอสเอ็มอีแบงก์ 2 พันล้านบาท ธนาคารออมสิน 2 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะเข้า ครม.ภายใน 2 สัปดาห์ และเชื่อมั่นว่าภายในครึ่งปีแรกจะจัดตั้งกองทุนนี้ได้

           การจัดตั้งกองทุนนี้เพื่อต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเริ่มจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการมีกิจการเป็นของตนเอง โดยคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะเข้าครม.ได้ ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจโลกก็ไม่ดีเราไม่กลัวเศรษฐกิจโลกเพราะต่อจากนี้เราจะเป็นตัวของตัวเอง โดยใช้วิกฤตในครั้งนี้เปลี่ยนให้เป็นโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ต้องลงมือทำไม่ได้แค่คุยไปวันๆ

          มีรายงานว่า “กองทุนสตาร์ทอัพ เซ็นเตอร์” นั้น พบว่าเมื่อปีที่ผ่านมานายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน บอกว่าได้เสนอแนวคิดต่อนายสมคิด ให้ตั้งหน่วยงานกลางดูแลเอสเอ็มอี หรือเนชันแนล สตาร์ทอัพ เซ็นเตอร์ ทำหน้าที่ดูแลเอสเอ็มอีกลุ่มสตาร์ทอัพเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เช่น หาตลาด หาผู้ร่วมทุน แหล่งเงินทุน เป็นต้น คล้ายกับคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ดูแลส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่

          “จะมีวงเงินทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท ที่ธนาคารออมสินเตรียมไว้ในการลงทุนกองทุนร่วมลงทุน โดยจะเป็นกองทุนที่เน้นการร่วมทุนกับกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และเป็นกลุ่มระยะเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพ เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสร้างวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อหาผู้ประกอบการรุ่นใหม่”

          นายชาติชายบอกว่า เอสเอ็มอีคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ธนาคารจะเลือกเข้ามาร่วมลงทุนภายใต้กองทุนดังกล่าว จะคัดจากผลงานของนักเรียน นักศึกษาที่เคยนำผลงานมาประกวดในโครงการต่างๆ ของธนาคารออมสินที่มีเฉลี่ยปีละ1,000โครงการ ซึ่งขณะนี้มีรายชื่ออยู่กว่า 4,000 โครงการ ที่ธนาคารจะเข้าไปคัดเลือกเพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจแบบใหม่ๆที่สามารถเอามาพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยธนาคารจะเข้าไปดูเรื่องแผนธุรกิจ ความเป็นไปได้ของโครงการ และการหาตลาดในการขายสินค้า

ติดตามรายการเที่ยงวันทันกระแสได้ทาง ทรูวิชั่น ช่อง 49,570 และทาง http://www.smartsme.tv/