“หลักประกันทางธุรกิจโอกาสธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งทุน”


คุณผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าหลังจากที่ประเทศไทยรอกฎหมายเกี่ยวกับหลักประกันมานานถึง18ปี สุดท้ายแล้วกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจนี้ จึงได้มีพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเป็นกระทรวงที่ดำเนินการตามกฎหมายนี้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อปลดแอกให้ผู้ประกอบการSME ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมีขอบเขตที่ขยายมากกว่าการจำนำการจำนอง เพราะSMEไทยที่มีที่ดินเพียงแค่20%เท่านั้น เช่น สินค้า คงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นหลักประกันการการกู้ยืมเงินได้ โดยมีสัญญาหลักประกันทางธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทุกชนิดมาเป็นหลักประกันได้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ทรัพย์สินดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ และช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกัน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปัจจุบันกำหนดให้มีการประกัน 3 ประเภท ได้แก่ ค้ำประกัน จำนอง และจำนำ ซึ่งกฎหมายฉบับใหม่นี้ จะแบ่งเป็นตัวละคร3ตัว ตัวละครแรกคือลูกหนี้ หรือผู้ให้หลักประกันด้วยการนำทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินเพื่อใช้การประกอบธุรกิจ ตัวละครที่2คือสถาบันการเงินเป็นผู้รับหลักประกัน และตัวละครที่3คือผู้บังคับหลักประกัน โดยจะใช้เฉพาะกรณีเดียวคือกรณีที่ใช้กิจการเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และผู้บังคับหลักประกันจะเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ และทั้ง2ฝ่ายต้องตกลงยินยอมกับผู้บังคับหลักประกัน เมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว – เจ้าหนี้ถือเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้ว่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้ว ยกเว้น บุคคลภายนอกได้ทรัพย์สินไปตามทางการค้าปกติหรือโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน – ลูกหนีมีสิทธิได้รับเงินกู้ เมื่อลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ชําระหนี้เงินกู้หรือมีเหตุบังคับหลักประกันอื่นตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้เกิดขึ้น ลูกหนี้อาจเลือกเจรจาขอผ่อนปรนกับเจ้าหนี้แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล เจ้าหนี้อาจตัดสินใจบังคับหลักประกันก็ได้ และกฎหมายนี้จะสามารถใช้ได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2559