เหล็กโลกมีปัญหา จีนจ่อย้ายฐานผลิตมาไทย


นายทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กในตลาดโลกเกิดปัญหากำลังการผลิต เกินความต้องการมาหลายปี ทำให้ในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปีนี้ ได้มีโรงงานเหล็กจำนวนมากในต่างประเทศปิดตัวลง

          แม้แต่ประเทศจีนประกาศว่าในช่วง2เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ.) ได้ปิดโรงงานผลิตเหล็กไปแล้วหลายแหล่ง ทำให้กำลังการผลิตลดลง1.8 ล้านตัน แบ่งเป็นการลดกำลังผลิตจากเหมืองเหล็ก 1.2 ล้านตัน และโรงงานเหล็ก6แสนตัน ส่งผลให้ในภาพรวมกำลังการผลิตเหล็กจากจีนจะลดลงประมาณ 50-100 ล้านตันในปีนี้ จากกำลังการผลิตทั้งหมด 1 พันล้านตัน    

          นายทรงวุฒิ กล่าวว่าความต้องการเหล็กทั่วโลกมีเพียง 500-600 ล้านตัน โดยตัวเลขที่ชัดเจนสถาบันเหล็กฯ จะประกาศได้ในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้ แม้ว่าจีนจะลดกำลังการผลิต แต่ก็ยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่อีกมาก แต่อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาแรงกดดันในตลาดเหล็กลงได้บ้าง

          จากการลดกำลังการผลิตของจีน ส่งผลให้ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยจะกลับไปสู่ในระดับสมดุลอยู่ที่ 18-20บาท/ก.ก. หรือมีราคาเท่ากับในช่วงก่อนปี2558 ที่มีราคาเฉลี่ยลดต่ำลงเหลือ 13 บาท/ก.ก.

          สำหรับราคาในปีนี้ แม้ว่าจะดีกว่าปีก่อน แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะเป็นเพียงการปรับสู่ภาวะเดิม และยังมีโอกาสผันผวนสูง เพราะกำลังการผลิตในตลาดโลกยังเหลืออยู่อีกมาก “ผลบวกจากการที่จีนทยอยปิดโรงงานเหล็กจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะทำให้แนวโน้มค่อยๆดีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ราคาจะไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนัก โดยจะเข้าสู่จุดสมดุลที่18-20บาท/ก.ก. เป็นราคาที่เป็นต้นทุนบวกกำไรตามปกติ” นายทรงวุฒิ กล่าว

          นอกจากนี้หลังจากนโยบายของรัฐบาลจีนสั่งปิดโรงงานเหล็ก โดยเฉพาะโรงงานเก่าที่มีมลภาวะสูง จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ย้ายเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ดังนั้นจึงจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดในโครงการตั้งโรงงานเหล็กในไทย เพื่อไม่ให้เข้ามาเพิ่มกำลังกำลังการผลิตแย่งตลาดจากผู้ประกอบการไทย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   ปัจจุบันโรงงานเหล็กของไทยมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ และการส่งออกไปยังประเทศรอบบ้านเรา จึงยังไม่จำเป็นจะต้องตั้งโรงงานเหล็กเพิ่มขึ้นในขณะนี้

ติดตามรายการเที่ยงวันทันกระแสได้ทาง ทรูวิชั่น ช่อง 49,570 และทาง http://www.smartsme.tv/